เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

ลงทุนในศิลปะ

Money Proวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko)ถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยราคาถึง 72.84 ล้านดอลลาร์

การลงทุนในศิลปะเป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีความมั่งคั่งสูง การลงทุนในศิลปะแตกต่างจากการลงทุนในหลักทรัพย์และสินทรัพย์อื่น เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้ "ศิลป์" มากกว่า "ศาสตร์" เนื่องจากมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีประเด็นและแง่มุมที่ต้องพิจารณาแตกต่างไปจากการลงทุนอื่นๆ ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังคำบรรยาย ของผู้เชี่ยวชาญ คือ คุณเควิน ชิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของซอธเธอะบี เอเชีย จึงขอนำมาเขียนเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุน

ศิลปะเกิดการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนมือกันมาตั้งแต่โบราณ โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนกันบ้าง มีผู้อุปถัมภ์ให้สร้างงานบ้าง เกิดจากความจงรักภักดีบ้าง ความศรัทธาบ้าง หรืออาจจะเกิดจากสุนทรียภาพของศิลปินเอง

ในยุคหลัง วิธีการซื้อขายงานศิลปะที่นิยมมากที่สุด คือวิธีประมูล หรือ Auction ท่านที่เคยเข้าไปในห้องประมูลจะทราบดีว่า บรรยากาศในการประมูลนั้น ชวนให้เกิดความอยากได้ ทำให้เกิดการแข่งขันในเพียงใด บรรยากาศนี้เองเป็นการสร้าง "ความต้องการ" ให้เกิดขึ้น ซึ่งทำให้งานศิลปะมีราคาสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ราคาหรือมูลค่าของศิลปะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการเพียงอย่างเดียว เพราะหากเราต้องการอยู่คนเดียว เราก็ไม่สามารถขายต่อโดยมีกำไรได้ ผู้ลงทุนจึงต้องทราบด้วยว่า ผู้ลงทุนหรือผู้สนใจในงานศิลปะรายอื่นๆ เห็นความงามและคุณค่าของงานศิลปะชิ้นนั้นๆ จากอะไร ในแง่มุมไหนบ้าง และสิ่งที่ทำให้การลงทุนในศิลปะเป็นเรื่องยากก็คือ ปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้น และมีส่วนทำให้งานศิลปะมีค่านั้น โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถวัดได้

ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าหรือราคาของศิลปะเท่าที่คุณเควิน บรรยาย มีอยู่ 7 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือ ศิลปิน ศิลปินจะมีส่วนอย่างมากต่อราคาของศิลปะ แต่การกำหนดนี้ตัวศิลปินเองกำหนดได้แต่เฉพาะตอนขายครั้งแรกเท่านั้น การกำหนดที่มีความหมายสำหรับการลงทุน คือการกำหนดราคาของ "ตลาด" โดยผู้สะสมหรือผู้ลงทุนอื่นๆ ในตลาดจะกำหนดให้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะชิ้นนั้นๆ


Garcon a la Pipe ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso)

ตัวอย่างรูปวาดของศิลปินชั้นยอด เช่น ภาพเด็ก Garcon a la Pipe ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) มีมูลค่า 104 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,588 ล้านบาท


Landhaus am Attersee ของกุสต๊าฟ คลิมท์ (Gustav Klimt)

ภาพบ้านตากอากาศ Landhaus am Attersee ของกุสต๊าฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ถูกประมูลไปล่าสุดที่ราคา 29 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท หนึ่งในภาพวาด Nimpheas ของโมเน่ต์ (Claude Monet) ถูกประมูลไปล่าสุดที่ราคา 18.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,285 ล้านบาท เป็นต้น เรียกว่าถ้าลงทุนในงานของศิลปินที่ดัง ก็ต้องใช้เงินลงทุนสูง


ภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko)


เรื่องราวหรือที่มาของศิลปะชิ้นนั้นๆ (Provenance) ก็มีส่วนทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ มีราคาสูงขึ้น ยกตัวอย่างภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko) เป็นภาพสีที่ถูกป้ายเป็นแถบ 3 แถบ มีสีแซมด้านข้างเล็กน้อย ใช้สีทั้งหมด 4 สี ชื่อภาพ White Centre (Yellow, Pink and Lavender on Rose) ซึ่งผู้เห็นภาพที่ยังไม่ทราบประวัติ หรือเรื่องราวก็อาจจะคิดว่า "ลูกฉันก็วาดได้" ถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยราคาถึง 72.84 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,513 ล้านบาท เนื่องจากเป็นภาพที่เคยแขวนอยู่ในออฟฟิศของร้อกกี้เฟลเลอร์ถึง 30 ปี คือไม่ว่าจะย้ายไปทำงานที่ห้องไหน ก็จะนำภาพนี้ไปติดผนังด้วย จึงเป็นภาพที่มี "เรื่องราว"

สภาพ หรือ Condition ของศิลปะ เป็นส่วนสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์จะได้ราคาดี ชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์จะมีราคาตกลงไป เช่น แจกันเคลือบสมัยราชวงศ์ชิง ที่นำออกมาประมูลเมื่อเดือนเมษายน 2550 ตราประทับใต้ฐานถูกขูดออกไปตอนที่ผู้นำออกมาจากวัง ลักลอบนำออกมา เพื่อกันไม่ให้ติดตามได้ ราคาที่ประมูลได้ไปคือ 10.9 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 47 ล้านบาท ในขณะที่หากเป็นชิ้นสมบูรณ์ จะได้ราคาสูงกว่าถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อราคาของศิลปะ งานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ หรือเป็นหลักฐานให้ทราบถึงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์มักจะมีราคาสูงเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ความหายาก หรือ (Rarity) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ มีราคาสูง จริงๆ แล้ว ปัจจัยนี้ไม่ได้ใช้กับงานศิลปะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งอาหาร ศิลปะที่หายากจะถือว่าเป็นชิ้นเอก หรือ Masterpiece เช่น เป็นชิ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการสร้างในสมัยนั้นๆ หรือมีการสร้างจำนวนน้อย หรือมีลักษณะพิเศษมีความวิจิตรบรรจงกว่าชิ้นใดๆ

รสนิยม คือปัจจัยที่มีผลต่อราคาของศิลปะมาก เศรษฐีบางคนจะชอบบางอย่าง และหากอยากได้จะทุ่มเงินซื้อ ซึ่งอาจจะทำให้ราคาขึ้นไปสูงเกินความคาดหมายได้ ในปีที่แล้ว การซื้อขายงานศิลปะที่ขายผ่านการประมูลจากผู้จัดการประมูล 2 รายหลักของโลกคือ ซอธเธอะบี และคริสตี มียอดถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 276,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

และท้ายที่สุด ที่มีผลต่อราคาของศิลปะคือ การลงทุนในศิลปะเพื่อวัตถุประสงค์ในการกระจายพอร์ตการลงทุน New MEI Moses Annual All Art Index ซึ่งเป็นดัชนีราคาศิลปะ มีความเคลื่อนไหว ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนี S&P 500 เสมอไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าศิลปะไม่มีการซื้อขายกันบ่อยนัก แต่ดิฉันสังเกตเห็นว่า หากเศรษฐกิจดี ราคาหุ้นขึ้น ราคาศิลปะก็จะขึ้นด้วยค่ะ เพราะคนได้กำไรจากธุรกิจหรือจากหุ้นก็จะมีอารมณ์ดี อยากซื้องานศิลปะ และถ้าซื้อของตอนอารมณ์ดี ก็จะยอมจ่ายแพงได้ เวลาเศรษฐกิจไม่ดี ราคาหุ้นตก ราคาศิลปะก็จะตกด้วย ถือว่ามีความสัมพันธ์สูงมากทีเดียว

คุณเควิน ปิดท้ายด้วยการให้คำแนะนำว่า หากจะลงทุนก็ขอให้เลือกชิ้นที่ชอบ เพราะหากลงทุนผิด ซื้อมาราคาสูงเกินไป ทำให้ขายไม่ออก อย่างน้อยก็ยังได้เอาไว้ดูเล่นชื่นชมกับความงามค่ะ

เป็นที่น่าเสียดายที่ศิลปะของไทยมักไม่ค่อยมีบทบาทในโลกสากล สาเหตุน่าจะมาจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้งานศิลปะดีๆ เสียหายไปมาก นอกจากนี้ เรายังไม่ค่อยเผยแพร่ให้ชาวโลกได้เข้าใจในศิลปะของไทย ความเข้าใจและ "เรื่องราว" จะช่วยให้มีค่ามากยิ่งขึ้น ไม่ควรคิดแต่เพียงว่าของดีย่อมมีคุณค่าในตัวเอง สมัยนี้มีดีต้องป่าวร้องให้คนอื่นรับรู้ เมื่อเข้าใจก็จะเห็นคุณค่า และมูลค่าหรือราคาก็จะตามมาค่ะ

Meaning of the Meaningless : Takashi Murakami

โดย สมศักดิ์ ดำรงสุนทรชัย
นิตยสารผู้จัดการ

Takashi Murakami (born 1 February 1962 in Tokyo) is a prolific contemporary Japanese artist.


ชื่อของ Takashi Murakami ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่หากเอ่ยชื่อของ Murakami ในแวดวงวงศิลปะและวงการแฟชั่นระดับโลกในปัจจุบัน ชื่อของบุคคลผู้นี้กลับกลายเป็นชื่อที่ไม่อาจละเลยไปได้

โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ Takashi Murakami ได้รับเชิญให้ร่วมงานกับ Marc Jacobs ดีไซเนอร์ของ Louis Vuitton เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Louis Vuitton สำหรับงานใน collection ประจำฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนปี 2003 ซึ่งได้รับการเปิดเผยออกสู่สายตาของสาธารณะ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2002 เชื่อว่าคงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกงุนงงระคนสงสัยในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เนื่องเพราะอักษรย่อ (monogram) LV สีน้ำตาล-ทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Louis Vuitton มาเนิ่นนานได้รับการปรุงแต่งให้มีสีสันมากมายหลากหลายรวมกว่า 33 เฉดสีทั้งบนพื้นผิวสีดำและสีขาว ขณะเดียวกันลวดลายของดอกซากุระ (Sakura : Cherry Blossom) และ characters ไม่ว่าจะเป็น LV Hands, Flower Hat Man, Onion Head และ Panda ซึ่ง Takashi Murakami เป็นผู้ออกแบบ ได้พลิกโฉมหน้าใหม่ให้เกิดขึ้นไม่เฉพาะกับ Louis Vuitton เท่านั้น หากรวมถึงแวดวงแฟชั่นโดยรวมด้วย



การเข้าสู่แวดวงแฟชั่นของ Takashi Murakami แตกต่างจาก Kenzo, Yohji Yamamoto, Jun Takahashi รวมถึง 3 ศรีพี่น้องแห่งตระกูล koshino ตรงที่ Takashi Murakami มิได้เป็นผู้สำเร็จการศึกษาด้าน fashion designer เหมือนนักออกแบบแฟชั่นรายอื่นๆ

Takashi Murakami สำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี (Bachelor of Fine Arts : BFA) ปริญญาโท (MFA) จาก Tokyo National University of Fine Arts and Music สถานที่ที่เขาได้รับการบ่มเพาะทักษะและความชำนาญในการผลิตงานศิลปะตามแบบฉบับ classical and traditional painting ของญี่ปุ่น และได้รับปริญญาเอก (Ph.D.) จากสถาบันเดียวกันนี้ ในปี 1993 ด้วยวิทยานิพนธ์ที่มีหัวเรื่องว่า "The Meaning of the Nonsense of the Meaning" ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานศิลปะแบบ Nihonga

แม้ว่าจะมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่ชื่อของ Takashi Murakami ในฐานะศิลปินหนุ่มรุ่นใหม่ของวงการศิลปะญี่ปุ่น ควบคู่กับบทบาทการเป็นแนวหน้าในการส่งออกวัฒนธรรมญี่ปุ่นออกสู่กระแสธารของวัฒนธรรมโลกก็ได้รับความสนใจและจับตามองเป็นพิเศษ


Takashi Murakami เกิดในกรุงโตเกียวเมื่อปี 1962 โดยในวัยเด็ก Takashi Murakami ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการ์ตูน anime ของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 โดยเฉพาะจาก Ginga Tetsudo 999 (Galaxy Express 999) ซึ่งนับเป็น series ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในญี่ปุ่น


Takashi Murakami เริ่มสร้างและสะสมชื่อเสียงทั้งในฐานะประติมากร (sculpture) และจิตรกร (painter) จากผลงานที่ส่วนใหญ่มีรากฐานผูกพันกับการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) โดยงานที่สร้างชื่อให้กับ Takashi Murakami และถือเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ของเขาในยุคแรกๆ เป็นงานประติมากรรมที่สร้างขึ้นจาก fiberglass ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่มีชื่อว่า HIROPON และ My Lonesome Cowboy โดยในผลงานทั้งสองนี้ Takashi Murakami ได้นำลักษณะและบุคลิกของ anime (การ์ตูนญี่ปุ่น) มาเป็นฐานในการสร้างงาน



ความหนักหน่วงของเสียงวิพากษ์ที่เกิดขึ้นก็เนื่องเพราะงานทั้งสองชิ้นของ Takashi Murakami ดังกล่าวได้สะท้อนเรื่องราวของสรีระและสัญลักษณ์ทางเพศอย่างชัดเจน

โดยงานที่ชื่อ HIROPON นอกจากจะเป็นรูปปั้นหญิงสาวในแบบ Anime-style ที่สูงสง่าเกินมาตรฐานปกติ ในชุดรัดรูปที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะปกปิดเรือนกายและของสงวนแล้ว ทรวงอกขนาดมหึมาเกินมนุษย์ธรรมดาจะพึงมีได้ ยังปรากฏน้ำนมไหลเป็นสาย ก่อนที่จะถูกลำเลียงและขัดเป็นเกลียวประหนึ่งเส้นเชือกน้ำนมที่หญิงสาว HIROPON ใช้เป็นเชือกกระโดด (jump rope)

ขณะที่ในส่วนของ My Lonesome Cowboy ก็ปรากฏเป็นภาพชายหนุ่มรูปร่างกำยำ กำลังใช้มือยึดกุมองคชาติที่แข็งเกร็งและกำลังหลั่งน้ำอสุจิเป็นทางยาว โดยมีมืออีกข้างหนึ่งถือสายน้ำอสุจิที่กำลังพวยพุ่งขึ้นแกว่งไกวไว้เหนือศีรษะประหนึ่งเป็นบ่วงบาศก์ (lasso)

ผลงานดังกล่าว ส่งผลให้ Takashi Murakami ได้รับการเรียกขานในฐานะ Otaku King (Otaku : กลุ่มคนที่นิยมและคลั่งไคล้งาน animation หรือ anime แบบญี่ปุ่นที่มีบุคลิกมาจากการ์ตูน Manga ที่มีลักษณะเป็น hyper-sexualized comic ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่ตัวละครใน video game และ computer game โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับกระแสการบริโภคสื่อทางเพศ pornographic media ด้วย) ซึ่งเป็นกระแสวัฒนธรรมที่ถูกผลักให้เป็นวัฒนธรรมใต้ดินและนอกกระแสมาตั้งแต่เมื่อปี 1989 ก่อนที่จะกลายเป็นรูปแบบวัฒนธรรมยอดนิยม (popular culture) ในเวลาต่อมา ขณะที่กระแสวิพากษ์บางส่วนกล่าวถึงงานดังกล่าวในฐานะที่เป็นภาพสะท้อนของศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยญี่ปุ่น (contemporary art & contemporary culture) ด้วย

แต่สำหรับ Takashi Murakami ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการถูกจัดหมวดหมู่หรือคำนิยามใดๆ มากนัก เพราะเขาเชื่อว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมย่อยๆ นอกกระแส (sub-culture) ที่หลากหลาย มากกว่าที่จะมีวัฒนธรรมใดๆ เพียงหนึ่งเดียวเป็นตัวกำหนด

ความไร้แก่นสารและปราศจากความหมาย (The Meaning of the Nonsense of the Meaning) ที่ปรากฏในงานของ Takashi Murakami กลายเป็นสาระหนักหน่วงบางประการที่เขาพยายามจะสื่อต่อสาธารณะ

ในปี 1996 นิทรรศการ "Konnichiwa, Mr. DOB" ได้ท้าทายความเป็นไปของสังคมญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อ Takashi Murakami นิยามความหมายของ DOB ที่ได้รับการสื่อออกมาในรูปแบบของตัวการ์ตูนว่า "DOB is a self-portrait of the Japanese people... cute but has no meaning and understands nothing of life, sex, or reality." และ "DOB is always confused, and in a daze, like he was drunk or stoned."


'Dob Flower' 2001 , 50x50 cm



Mr DOB



Mr DOB


DOB กลายเป็นผลงานที่ได้รับการนำเสนอต่อเนื่องในหลายรูปแบบและในโอกาสหลากหลาย (1998 : "More over, DOB raises his hand" และ 1999 : DOB in the strange forest) ซึ่งปรากฏผลงานทั้งในรูปของงาน Installation, ภาพพิมพ์, ภาพวาด และสื่อผสม ขณะเดียวกัน DOB ก็กลายเป็นสภาพเป็นสินค้านานาชนิดที่สะท้อนสภาพ cute emptiness in contemporary Japanese society ได้เป็นอย่างดี

ชื่อเสียงของ Takashi Murakami มิได้จำกัดอยู่เฉพาะในบริบทของสังคมญี่ปุ่นเท่านั้น หากแต่สถาบันศิลปะทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก็ประเมิน Takashi Murakami ในฐานะศิลปินระดับแนวหน้าของยุคสมัยที่กำลังหล่อหลอมและกำหนดทิศทางใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในแวดวงศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

โดย Takashi Murakami ได้จัดแสดงผลงานโดยเฉพาะในแบบ solo exhibition ขึ้นที่ Marianne Boesky Gallery, New York (2003) ; Fondation Cartier pour l'art contemporain, Paris (2002) ; Museum of Fine Arts, Boston (2001) ; Galerie Emmanuel Perrotin, Paris (2001) และ Museum of Contemporary Art, Tokyo (2001) รวมถึงการได้รับเชิญไปเป็นผู้สอนและบรรยาย New Genre Course ที่ UCLA และการร่วมในงาน group exhibition ที่ส่วนใหญ่จัดแสดงภายใต้หัวข้อ contemporary art อีกนับครั้งไม่ถ้วน




Artist Takashi Murakami with his sculpture Tongari-Kun—Mr. Pointy & the Four Guards


ขณะเดียวกัน เมื่อ Roppongi Hills เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะศูนย์กลางทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของญี่ปุ่นในปี 2003 งาน Roppon-jin หรือมนุษย์แห่ง Roppon ของ Takashi Murakami ก็ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์เพื่อสื่อแสดงความร่วมสมัยของสถานที่แห่งนี้ด้วย

Takashi Murakami กลับมาแสดงงานและสร้างสีสันให้เกิดขึ้นกับ Roppongi Hills อีกครั้งในช่วงฤดูร้อน 2005 (22 กรกฎาคม ถึง 25 กันยายน) ด้วยผลงาน TONGARI-KUN หรือ Mr.Pointy & The Four Guards ที่ตั้งแสดงอยู่ในสระบัวใน Mohri Garden

ซึ่งผลงานที่จัดแสดงรวมถึงคำอรรถาธิบายที่ประกอบดังกล่าว หากปรากฏขึ้นในบางสังคม เชื่อว่าศิลปินผู้ผลิตงานชิ้นนี้ คงต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีอย่างหนัก แต่สำหรับญี่ปุ่น ประเทศที่มีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด กลับถูกเปิดกว้างให้กับทัศนะหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบให้มีโอกาสได้งอกเงย

เป็นความคิดและทัศนะที่มีนัยสำคัญต่อสิ่งไร้ความหมายอย่างท้าทายอีกครั้งหนึ่งของ Murakami ซึ่งได้แสดง ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า "If my art looks positive and cheerful, I would doubt my art was accepted in the contemporary art scene. My art is not Pop art. It is a record of the struggle of the discriminated people." พร้อมกับระบุว่า เขาเพียงแสดงออกถึงความสิ้นหวัง (I express hopelessness)


The World of Sphere, 2003
Acrylic on canvas 137 3/4 x 137 3/4 inches



Mr.'s Strawberry Voice (2007)

Photorthographie


สายัณห์ แดงกลม

“ทฤษฎี” ภาพถ่ายของแดร์ริดาเป็น “อุบายกะทัดรัด” ที่ตั้งภาพหนึ่งภาพเป็น paradigme ให้สังเกต แล้วจึงกระจายส่วนต่างๆ ออกมาเรียงต่อเนื่องเป็นขบวน แห่ให้เห็นองค์ประกอบจากต้นถึงปลายแบบเปิด ดังนั้นเหตุที่ไม่อาจหยุดกับภาพใดภาพหนึ่งอย่างจำเพาะเจาะจง ไม่อาจรีรอแม้แต่กับภาพแม่บท เพราะนอกจาก paradigme ดังกล่าวจะแสดงการสวมซ้อนให้เห็นช่างภาพและกล้องถ่ายในภาพแล้ว ยังสวมซ้อนเอาคุณลักษณะของภาพอื่นๆ ไว้ด้วยในตัว theôria ทำให้ภาพผูกต่อกันโดยยังรักษาเอกเทศทางสุนทรียศาสตร์ คงตัวตนและนามเฉพาะไว้ได้: “ใช่ แต่ละภาพกระซิบกระซาบบอกนามเฉพาะ แต่มันก็กลายเป็นชื่อเรียกของภาพอื่นๆ ทุกภาพเช่นกัน คุณสามารถตรวจสอบได้เลย กล่าวคือ แน่นอนว่าภาพแต่ละภาพคงเป็นภาพที่มันเป็น อย่างโดดๆ ทว่าแต่ละภาพร้องหาทั้ง อีกภาพหนึ่ง และภาพอื่นๆ ทั้งหมด โดยที่ไม่เป็นการบั่นทอนเอกเทศ อย่างสมบูรณ์ของมัน” จากภาพหนึ่งภาพ ทำให้ภาพอื่นๆ แห่ตามมาเป็นขบวน
**
ภาพถ่าย “แปลไม่ได้” หรือไม่อาจถอดออกเป็นคำที่เทียบเท่าวัตถุสภาพของภาพ ทั้งนี้ก็ ด้วยเหตุผลกลไกภายในตัว หรือ “อุบายกะทัดรัด” ที่กระตุ้นให้ต้องขยับจาก 1 ถึง 8+n และจาก ต้นแบบไปยังภาพที่เหลือ การเขียนถึงภาพถ่ายโดยแยกแยะและผูกต่อเท่ากับมองแบบรุกและรุดหน้า รั้นต่อความตายและการตายตัว เป็นการสังเกต ต่อเนื่อง ที่จะคานความตายโดย สลับ การเขียนถึงภาพกับการคิดถึงประโยคทวงหนี้ความตาย (chiasma) ตัวบทของแดร์ริดาถ่ายและล้างภาพออกมาเป็นทฤษฎีที่รู้ว่า “เริ่มเมื่อไหร่ แต่เราไม่เห็นจุดจบ”
**
หรือว่าการเจอจุดจบคือการ “พบความตาย” ? จุดจบที่อาจหมายถึงทั้งจุดประจบระหว่างคำและภาพเมื่อคำเกาะจับวัตถุสภาพของภาพโดยไม่ใช่เพียงซูมเอารายละเอียดตัวอ้างอิง และอาจหมายถึงภาพความตายผ่านซากเศษทางโบราณคดี ตลอดจนบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ที่เคยปรากฏและสูญหายไปแล้ว แดร์ริดาค้าน การแปล ภาพถ่าย “เมื่อมันสามารถบอกเราด้วยหรือไร้ คำว่า nous nous devons à la mort” ความตายสิงสู่ภาพจนไม่อาจไปประจบ หรือ “พบ” ด้วยการแปล
******

Rose C'est Paris ภาพถ่ายสไตล์เหนือจริงของ Bettina Rheims

Rose C'est Paris



หนังสือรวมภาพถ่ายสไตล์เหนือจริงของ เบตตินา ไรม์ส ช่างภาพชาวฝรั่งเศส ซึ่งร่วมงานกับเซอร์จ แบรมลี นักเขียน จัดนิทรรศการภาพถ่ายขาวดำพร้อมกับหนังและบทกวีเมื่อปีที่แล้ว ในหนังมีดาราคนดังมาช่วยแสดงกันเพียบ ตั้งแต่โมนิกา เบลุคซี, นาโอมิ แคมป์เบล, ชาร์ลอต แรมพ์ลิง, มิเชล โหยว ส่วนภาพถ่ายก็มีดาราดาวรุ่ง หลุยส์ บูร์ฌวง แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่นางแบบชื่อดังเพราะเน้นที่ความพิสดารของภาพมากกว่า

เบตตินา ไรม์ส อายุ 59 เกิดเมื่อ 18 ธันวาคม 1952 เป็นช่างภาพหญิงที่บางคนเรียกว่า แอนนี ไลโบวิทซ์ แห่งฝรั่งเศส เคยเป็นทั้งนางแบบ, นักข่าว และเปิดแกลลอรี ก่อนจะมาถ่ายภาพเอง เธอร่วมงานกับแบรมลีตั้งแต่ปี 1990 ถ่ายภาพนู้ดสาววัยรุ่นชุด Chambre Close ซึ่งกลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ ตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง ผลงานฮือฮาของทั้งคู่คือ I.N.R.I. เมื่อปี 1998 ถ่ายทอดชีวิตพระเยซูออกมาในแบบร่วมสมัย และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างอื้อฉาวจากคริสเตียนหัวเก่า

ก่อนหน้า Rose C'est Paris เธอเพิ่งมีหนังสือรวมภาพชุด The Book of Olga ในปี 2008 ซึ่งโด่งดังอีกเช่นกัน เพราะรวบรวมภาพถ่ายของโอลกา โรดิโอโนวา ดารา-นางแบบ พิธีกรชื่อดังของรัสเซีย ผู้เป็นเมียมหาเศรษฐี เซอร์เกย์ โรดิโอโนวา ที่อยู่ด้วยกันมา 16 ปี มีลูก 1 คน แต่ผู้เป็นผัวนี่แหละเป็นเจ้าภาพรวมเล่มภาพนู้ดของเมีย.
















I.N.R.I
---------------------------------------




Chambre Close
---------------------


'The Book of Olga'
----------------------


'The Book of Olga'
-------------------------

The Book of Olga, Taschen, 2008
-------------------

Saying it with flour: from 'The Book of Olga'
----------------------


----------------------


Bettina Rheims: Rose, c'est Paris, 2009
-----------------------------


----------------------------


Audrey Marnay, Paris c’est Rose, Taschen, 2009
----------------------------------------------

Bettina Rheims, Courtesy Galerie Jérôme de Noirmont, Paris
------------------------------------------


Pierres de rêve (Rose, c’est Paris)
---------------------------


Bettina Rheims et Serge Bramly sur le tournage de Rose, c'est Paris.
----------------------------


Bettina Rheims, Serge Bramly, Rose, c'est Paris
-----------------------------


--------------------------------


--------------------------




---------------------------------

Trend@Home : คิดต่าง...เปลี่ยนดีไซน์ไม่ยึดติด




อะไรที่ทำเป็นประจำเพราะความคุ้นเคย บางครั้งอาจทำให้มองข้ามมุมมองอื่นๆ ที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกและง่ายขึ้น งานออกแบบก็เช่นเดียวกันลองเปลี่ยนมุมมอง ไม่ยึดติดกับความคิดแบบเดิมๆ มองหาไอเดียใหม่ๆ แล้วคุณจะค้นพบว่า การสร้างสรรค์ไม่มีขีดจำกัด เพราะปัญหาทุกอย่างเกี่ยวกับบ้านสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยดีไซน์

โค้งกันเถอะ



พอพูดถึงห้อง คนส่วนใหญ่มักนึกถึงห้องสี่เหลี่ยมตามรูปแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย ทั้งที่ความจริงเราสามารถนำเส้นโค้งมาเล่นกับงานออกแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นหรือระนาบผนัง เส้นสายโค้งมนช่วยสร้างพื้นที่โอบล้อมที่ดูอบอุ่นผ่อนคลาย ทั้งยังสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ ไม่น่าเบื่อ อีกทั้งวัสดุที่นำมาออกแบบให้เป็นเส้นโค้งได้ก็มีให้เลือกมากมาย แล้วแต่ความต้องการว่าอยากได้ลุคแบบไหนไม่ว่าจะเป็นโลหะ กระจก ไม้ แผ่นพอลิคาร์บเนต หรือยิปซัมบอร์ด

ห้องน้ำ...เปิดได้หมด




เปลี่ยนไอเดียการก่อผนังทึบกั้นห้องน้ำให้เป็นสัดส่วนด้วยการใช้ผนังบานเลื่อนแทน โดยออกแบบให้เป็นผนังชั่วคราว เลื่อนเปิด-ปิดได้ เวลาใช้งาน ช่วยให้พื้นที่เล็กๆ ของคอนโดดูสบายตา ไม่อึดอัด และยังระบายอากาศได้ดีด้วย

เปิดไฟ...ไม่ใช้สวิตช์





แม้ส่วนใหญ่สวิตช์ไฟในห้องน้ำหรือห้องครัวจะเป็นแบบกันน้ำ แต่หากว่ามือเปียกๆ อยู่เราก็คงไม่สะดวกใจใช้เท่าไร อาจจะเปลี่ยนรูปแบบการเปิด-ปิดไฟเป็นอย่างอื่นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสวิตช์และสายไฟอีกต่อไป ลองใช้ระบบการดึงด้วยโซ่ เหมือนที่ใช้ในตู้เสื้อผ้าหรือการกระตุกเปิด-ปิดพัดลมเพดาน ก็เก๋ไปอีกแบบนะ

ท่อน้ำบนผนังโปร่ง

หลายคนชอบผนังที่ดูโปร่งๆ ใสๆ อย่างผนังแผ่นพอลิคาร์บอเนต แต่อาจติดข้อจำกัดของการติดตั้งท่อหรืออุปกรณ์ต่างๆ จึงเลี่ยงไปใช้วัสดุอื่นแทน ทั้งที่เราสามารถออกแบบเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดนั้นได้ เช่น ปัญหาเรื่องไม่สามารถติดตั้งก๊อกและท่อน้ำบนผนังได้ เนื่องจากเป็นแผ่นพลาสติก อาจแก้ไขด้วยการออกแบบแผ่นเหล็กเคลือบผิวอีพ็อกซี่ใสกันสนิมเพื่อยึดก๊อกและท่อน้ำ หรือออกแบบตู้ด้านล่างไว้เป็นที่ซ่อนงานระบบท่อ ก่อนเดินท่อต่อไปยังผนังทึบ

เตียงไม่เป็นเตียงก็นอนได้


บางครั้งเตียงนอนสำเร็จรูปก็ไม่ค่อยลงตัวกับพื้นที่ที่มีหรือบางคนก็เบื่อเตียงที่ออกแบบมาไม่แข็งแรง การทำเตียงนอนแบบบิวท์อินเป็นทางออกหนึ่ง (ขนาดอย่างน้อย 0.80 x 1.80 เมตร) แต่ถ้าจะให้เวิร์ก ลองดีไซน์ให้เตียงเป็นส่วนหนึ่งของชุดเฟอร์นิเจอร์ อย่างที่นั่ง ที่เก็บของ หรือจะยกระดับส่วนของเตียงให้สูงขึ้นเพื่อให้มองเห็นวิวสวยๆ ระดับหน้าต่างได้ชัดเจน ก็ช่วยฉีกรูปแบบเดิมๆ ของเตียงที่เราคุ้นเคยได้

คลุมโซฟาด้วยผ้าโหล



ไม่จำเป็นต้องหุ้มหรือคลุมโซฟาด้วยหนังสวยๆ หรือผ้าเกรดเอเสมอไป จริงๆ แล้วขอแค่เป็นผ้านุ่มๆ มีความหนาพอสมควรและราคาไม่แพง เช่น ผ้าสาลู ผ้ากรุลำโพง หรือผ้าม่านสวยๆ ก็ใช้ทำผ้าหุ้มหรือคลุมโซฟาตัวโปรดได้เช่นกัน ด้วยเท็กซ์เจอร์ของผ้าเหล่านี้ที่ดูสวยแปลกตาก็ทำให้โซฟาตัวเก่าดูน่าสนใจขึ้นได้ แถมยังช่วยประหยัดงบประมาณด้วย

ของเก่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่




ลองสำรวจดูข้าวของเก่าเก็บที่ไม่ได้ใช้ แล้วใส่ไอเดียเชื่อมต่อรูปทรงจากเดิมไปสู่เฟอร์นิเจอร์ตัวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโซฟา โต๊ะ หรือโคมไฟ คุณอาจได้ของแต่งบ้านชิ้นใหม่อย่างคาดไม่ถึง เช่นเก้าอี้อ่างอาบน้ำตัวนี้ที่ดึงจุดเด่นจากรูปทรงโค้งมนของอ่างและวัสดุที่ทนทานแข็งแรง มาผสมผสานกับแผ่นไม้ กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์เก๋ๆ ที่ใช้งานได้ดีและยังโชว์ได้อีกต่างหาก

แต่งผนังด้วยวัสดุพื้นๆ




เปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆ ของห้องให้แปลกตาน่าสนใจ ด้วยการนำวัสดุที่นิยมปูพื้น เช่น หญ้าเทียม เสื่อน้ำมัน หรือแม่แต่ขวดแก้วเก่าสีสวย มาเป็นวัสดุกรุผนังดูบ้าง ให้อารมณ์ผนังแบบ DIY อย่างผนังกรุหญ้าเทียม ช่วยเพิ่มความรู้สึกสดชื่นเหมือนนั่งอยู่กลางสวนเลยละ

ตู้ลอย



อย่าไปยึดติดว่าตู้ต้องมี 4 ขาวางติดพื้นเพราะห้องเล็กๆ อย่างห้องน้ำหรือห้องครัวที่มีพื้นที่จำกัดมากๆ คงไม่เหมาะกับการวางตู้ทึบเต็มห้องการออกแบบตู้เก็บของแบบไร้ขา และยกลอยจากพื้นด้วยการยึดติดกับผนังเบา ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจเพราะช่วยให้ห้องดูโปร่งสบายตาขึ้น

ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ : ไทยรัฐออนไลน์ 9 ตุลาคม 2554