การเรียนรู้แบบบูรณาการ.

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวดที่ 4 มาตรา 23 กำหนดไว้ว่า “การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษา และใน มาตรา 24(4) ได้กำหนดไว้ว่า“ การจัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในทุกวิชา “
การบูรณาการ หมายถึง การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์ หรือเนื้อหาสาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความรู้ที่มีความหมาย มีความหลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิติประจำวัน

สาเหตุที่จะต้องบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอน มีดังนี้
1. วิถีชีวิตจริงของคนเรามีเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่ได้แยกออกจากกันเป็นเรื่อง ๆ
2. ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นและเรียนรู้อย่างมีความหมาย เมื่อมีการบูรณาการเข้ากับชีวิตจริงโดยเรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวแล้วขยายกว้างไกลตัวออกไป
3. การขยายตัวของความรู้ในปัจจุบัน ขยายไปอย่างรวดเร็วมาก มีเรื่องใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกสาระที่สำคัญและจำเป็นให้ผู้เรียนในเวลาที่เท่าเดิม
4. ไม่มีหลักสูตรวิชาใดเพียงวิชาเดียวที่สำเร็จรูป และ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้
5. เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกัน หรือเกี่ยวข้องกัน ควรนำมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้ผู้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ลดความซ้ำซ้อนเชิงเนื้อหาวิชา ลดเวลา แบ่งเบาภาระของครูผู้สอน
6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ความคิด ความสามารถ และทักษะที่หลากหลาย

อ้างอิงข้อมูลมาจาก
http://www.atts.rtaf.mi.th/MyWebSQA3/index/my%20document/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A349.htm

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ เมื่อผู้สอนสามารถกำหนดเรื่อง และสร้างเครือข่ายของเรื่องที่โยงความสัมพันธ์และหลอมรวมจุดประสงค์ ให้เป็นเรื่องที่สมบูรณ์ หรือ บางท่านอาจเรียกว่าหนึ่ง หน่วยการเรียน (thematic units) ผู้สอนจะต้องออกแบบการสอนที่เหมาะสมกับเรื่องดังกล่าว ไม่สามารถจะกล่าวได้ว่า เทคนิคการสอนใดเหมาะสมที่สุด ผู้สอนแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน มีวิธีสอนหรือเทคนิคการสอนให้ท่านได้ศึกษามากมาย เช่น Storyline Method,
การเรียนรู้โดยโครงงาน, การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การเรียนรู้แบบมายา ฯลฯ ไม่ว่าจะบูรณาการแบบใดก็ตาม ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะต้องสอดคล้องกับมาตรา 24 พ.ร.บ. การศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ จะต้องคำนึงถึงหลักสำคัญ ดังนี้
1. การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนกระตือรือร้นมีส่วนร่วมในกระบวนการาจัดการเรียนการสอน
2. การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ร่วมทำงานกลุ่มด้วยตนเอง โดยส่งเสริมให้มีกิจกรรมกลุ่มลักษณะต่าง ๆ อย่างหลากหลาย และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง
3. การจัดประสบการณ์ตรงให้แก่
ผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย ตรงกับความเป็นจริง สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างได้ผล และส่งเสริมให้มีโอกาสได้ปฏิบัติจริงจนเกิดความสามารถและทักษะจนติดเป็นนิสัย
4. การจัดบรรยากาศในชั้นเรียนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกกล้าคิดกล้าทำ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาส ที่จะแสดงออก ซึ่งความรู้สึกนึกคิดของตนเองต่อสาธารณชน หรือ เพื่อนร่วมชั้นเรียน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน
5. การปลูกฝังจิตสำนึก ค่านิยม และจริยธรรม ที่ถูกต้องดีงาม ให้ผู้เรียนสามารถจำแนกแยกแยะความถูกต้องดีงาม และความเหมาะสมได้ สามารถขจัดความขัดแย้งได้ด้วยเหตุผล มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และแก้ไขปัญหาด้วยปัญญา และสามัคคี
การปฏิบัติจริงตามสไตล์ของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันก็ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น ตัวผู้เรียน สถานที่ เนื้อหา กิจกรรม เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุด ใคร่ขอเสนอแนะไว้ คือ การศึกษา และวิเคราะห์หลักสูตร ซึ่งเป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่การเรียนรู้แบบบูรณาการ

อ้างอิงข้อมูลมาจาก
http://www.atts.rtaf.mi.th/MyWebSQA3/index/my%20document/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A349.htm

ความหมายการเรียนการสอนแบบบูรณาการ

กระทรวงศึกษาธิการ (2546, หน้า 19) อ้างถึงใน พระเทพเวที,2531, หน้า 24) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การบูรณาการ หมายถึงการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์สาขาต่างๆ ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่มีความหมาย มีความหลากหลายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
สำนักงานประสานงานโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (2540, หน้า 6) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสอนแบบบูรณาการ หมายถึงการเชื่อมโยงวิชาหนึ่งเข้ากับวิชาอื่น ๆ ในการสอน เช่น การเชื่อมโยงวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์และภาษาไทย การเชื่อมโยงวิชาวิทยาศาตร์กับสังคมศึกษา การเชื่อมโยงวิชาศิลปะกับภาษาไทย เป็นต้น
โศภนา บุณยะกลัมพ (2546, หน้า 8) ได้ให้ความหมายไว้ว่ การสอนแบบบูรณาการ หมายถึงการสอนซึ่งนำเอาสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ เข้ามาผสมผสานกันเพื่อประโยชน์แก่ผู้เรียน โดยใช้สาระการเรียนรู้ใดสาระการเรียนรู้หนึ่งเป็นแกนหลักแล้วขยายวงกว้างขวางออกไป เพื่อให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดความสมบูรณ์ในตัวของเขาเอง
นิรมล ศตวุฒิ (2547, หน้า 74) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การสอนแบบบูรณา หมายถึงการจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้ในลักษณะองค์รวม (holistic way) ระหว่างวิชาต่าง ๆ อย่างมีความหมายตามสภาพความเป็นจริงในชีวิตหรือสภาพปัญหาสังคมที่ซับซ้อน
จากที่กล่าวมาพอสรุปความหมาย การสอนแบบบูรณาการได้ว่า เป็นการเชื่อมโยงวิชาหนึ่งเข้ากับวิชาอื่น ๆ ในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
เหตุผลที่สนับสนุนการเชื่อมโยงวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกันในการสอนมีดังต่อไปนี้
1. สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ได้จำกัดว่าจะเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะ ตัวอย่าง เช่น การเกิดอุทกภัย ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวแต่ก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง เช่น บ้านเรือนไร่นาเสียหาย ธุรกิจหยุดชะงัก โรงเรียนและสถานที่ต่าง ๆ ต้องหยุดงาน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหลายประการ ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ เราจำเป็นจะต้องใช้ความรู้และทักษะจากหลาย ๆ สาขาวิชามาร่วมกันแก้ปัญหา การเรียนรู้เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ในลักษณะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชา และความสัมพันธ์ของวิชาต่าง ๆ เหล่านั้นกับวิชาจริง
2. การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการจะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์เชื่อมโยง ระหว่างความคิดรวบยอดในศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย การเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นว่าความคิดรวบยอดจะต้องแยกจากความคิดรวบรวมยอดในวิชาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ภาษา หรือสังคมศึกษา นื้อหาและกระบวนการที่เรียนในวิชาหนึ่งอาจช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในวิชาอื่นดีขึ้นได้
3. การสอนที่สัมพันธ์เชื่อมโยงความคิดรวบยอดจากหลาย ๆ สาขาวิชาเข้าด้วยกันมีประโยชน์หลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้เกิดการถ่ายโอนความรู้ (transf of learning) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการจะช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับชีวิตจริงได้และในทางกลับกันก็จะสามารถเชื่อมโยงเรื่องของชีวิตจริงภายนอกห้องเรียนเข้ากับสิ่งที่เรียนได้ ทำให้นักเรียนเข้าใจว่า สิ่งที่ตนเรียนมีประโยชน์หรือนำไปใช้จริงได้
4. หลักสูตรและการเรียนการสอนแบบบูรณาการมีประโยชน์ในการขจัดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาต่าง ๆ ในหลักสูตร ในปัจจุบันเราประสบปัญหาในเรื่องที่ความรู้และข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นจำนวนมากมายในแต่ละปีการเพิ่มขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วของความรู้และข้อมูลต่าง ๆ นี้ ทำให้การเรียนแบบสัมพันธ์วิชามีความสำคัญมากกว่า ที่ต่างวิชาต่างเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในหลักสูตรของตน
5. การเรียนการสอนแบบบูรณาการสามารถตอบสนองต่อความสามารถของผู้เรียนซึ่งมีหลายด้าน เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ การมองพื้นที่ ความคล่องของร่างกาย และความเคลื่อนไหวดนตรี สังคมหรือมนุษย์สัมพันธ์และความรู้และความเข้าใจตนเอง ซึ่งรวมเรียกว่า “พหุปัญญา” (Multiple Intelligences) และสนองตอบต่อความสามารถที่จะแสดงออกและตอบสนองทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
6. กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ในหลักสูตรแบบบูรณาการสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้โดยผู้เรียน (constructivism) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาขณะนี้

อ้างอิงข้อมูลมาจาก
http://www.kroobannok.com/blog/39220

รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ (models of integration)มี 4 รูปแบบ คือ


1. การสอนบูรณาการแบบสอดแทรก (infusion instruction)

การสอนรูปแบบนี้ครูผู้สอนในวิชาหนึ่งสอดแทรกเนื้อหาของวิชาอื่น ๆ เข้าไปในการสอนของตน เป็นการวางแผนการสอนและสอนโดยครูเพียงคนเดียว
2. การสอนบูรณาการแบบขนาน (parallel instruction)
การสอนตามรูปแบบนี้ ครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน ต่างคนต่างสอนแต่ต้องวางแผนการสอนร่วมกันโดยมุ่งสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกัน (theme/concept/problem) ระบุสิ่งที่ร่วมกันและตัดสินในร่วมกันว่าจะสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้น ๆ อย่างไรในวิชาของแต่ละคน งานหรือการบ้านที่มอบหมายให้นักเรียนทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละวิชา แต่ทั้งหมดจะต้องมีหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาร่วมกัน
3. การสอนบูรณาการแบบสหวิทยาการ (multidisciplinary instruction)
การสอนตามรูปแบบนี้คล้าย ๆ กับการสอนบูรณาการแบบขนาน (parallel instruction) กล่าวคือครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน มุ่งสอนหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกันต่างคนต่างแยกกันสอนเป็นส่วนใหญ่ แต่มีการมอบหมายงาน หรือโครงการ (project) ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ครูทุกคนจะต้องวางแผนร่วมกันเพื่อที่จะระบุว่าจะสอนหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้น ๆ ในแต่ละวิชาอย่างไร และวางแผนสร้างโครงการร่วมกัน (หรือกำหนดงานจะมอบหมายให้นักเรียนทำร่วมกัน) และกำหนดว่าจะแบ่งโครงการนั้นออกเป็นโครงการย่อย ๆ ให้นักเรียนปฏิบัติแต่ละรายวิชาอย่างไร
อนึ่ง พึงเข้าใจว่าคำว่า “โครงการ” นี้มีความหมายเดียวกันกับคำว่า “โครงงาน” มาจากภาษาอังกฤษคำเดียวกันคือ “Project” หลายท่านอาจคุ้นกับคำว่า โครงงาน มากกว่า เช่น “โครงงานวิทยาศาสตร์” ซึ่งก็อาจเรียกว่า “โครงการวิทยาศาสตร์” ได้เช่นเดียวกัน
4. การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชาหรือเป็นคณะ (transdisciplinary instrction)
การสอนตามรูปแบบนี้ครูที่สอนวิชาต่าง ๆ จะร่วมกันสอนเป็นคณะหรือเป็นทีม ร่วมกันวางแผน ปรึกษาหารือ และกำหนดหัวเรื่อง/ความคิดรวบยอด/ปัญหาร่วมกัน แล้วร่วมกันดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มเดียวกัน

อ้างอิงข้อมูลมาจาก
http://www.kroobannok.com/blog/39220

การสร้างบทเรียนแบบบูรณาการมี 2 ลักษณะคือ การสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 1 และ 2 และการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 และ 4
การสอนตามรูปแบบที่ 1 (infusion instruction) และรูปแบบที่ 2 (parallel instruction) มี 2 วิธีคือ

วิธีที่หนึ่ง เลือกหัวเรื่อง (theme) ก่อนแล้วดำเนินการพัฒนาหัวเรื่องให้สมบูรณ์ มีกำหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้ชัดเจน กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้และพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนและอื่น ๆ ตามลำดับ
วิธีที่สอง เลือกจุดประสงค์รายวิชาจาก 2 รายวิชาขึ้นไปก่อน แล้วนำมาสร้างเป็นหัวเรื่อง (theme) ที่ร่วมกันระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่ใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้และพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนและอื่น ๆ ตามลำดับมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วิธีที่หนึ่ง เลือกหัวเรื่องก่อน
ขั้นที่ 1 เลือกหัวเรื่อง (theme) โดยวิธีต่อไปนี้
1. ระดมสมองของครูและนักเรียน
2. เน้นที่การสอดคล้องกับชีวิตจริง
3. ศึกษาเอกสารต่าง ๆ
4. ทำหัวเรื่องให้แคบลงโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงความสะดวกในการเชื่อมโยงระหว่างวิชาความรู้ และความสนใจของนักเรียน

ขั้นที่ 2 พัฒนาหัวเรื่อง (theme) ดังนี้
1. เขียนวัตถุประสงค์โดยกำหนดความรู้และความสามารถที่ต้องการ จะให้เกิดแก่ผู้เรียน เขียนวัตถุประสงค์ในลักษณะที่จะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างวิชา กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพื่อนำไปสู่กิจกรรม
2. กำหนดเวลาในการสอนให้เหมาะสมกับกำหนดเวลาต่าง ๆ ตามปฏิทินของโรงเรียน เช่น จำสอนเมื่อใด ใช้เวลาเท่าไร ยืดหยุ่นได้หรือไม่ ต้องใช้เวลาออกสำรวจหรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียนหรือไม่ ฯลฯ
3. จองเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการกระทำกิจกรรม

ขั้นที่ 3 ระบุทรัพยากรที่ต้องการ ควรคำนึงถึงทรัพยากรที่หาได้ง่าย แล้วติดต่อแหล่งทรัพยากร
ขั้นที่ 4 พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้
1. พัฒนากิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาอื่น
2. ตั้งจุดมุ่งหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน
3. เลือกวิธีที่ครูวิชาต่างๆ จะทำงานร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวิชา
4. เลือกวิธีการสอนที่จะใช้
5. สร้างเอกสารแนะนำการปฏิบัติกิจกรรม
6. สิ่งที่ครูควรจะต้องเตรียมล่วงหน้าอาจประกอบด้วยสิงต่อไปนี้
- ใบความรู้
- ใบงาน
- แบบบันทึก (ซึ่งอาจเป็นแบบที่ครูออกแบบให้เลย หรืออาจเป็นแบบบันทึกที่นักเรียนจะต้องช่วยกันออกแบบก็ได้)
- สื่อและอุปกรณ์อื่นๆ
- แบบประเมิน
- ฯลฯ
ขั้นที่ 5 ดำเนินการตามกิจกรรมการเรียนการสอนที่เตรียมไว้โดย
- พยายามปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ แต่อาจปรับกิจกรรมตามความสนใจของนักเรียน
- ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดหน่วยการเรียน
- ร่วมมือกับครูคนอื่น มีการพบกันเป็นระยะเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า
ขั้นที่ 6 ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน โดยครูควรกระทำตลอดเวลาเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง
ขั้นที่ 7 ประเมินกิจกรรมการเรียนการสอน โดยครูสำรวจจุดเด่น-จุดด้อย ของกิจกรรมแล้วบันทึกไว้เพื่อนำไปปรับปรุง
ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกันเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรม ในครั้งต่อๆไป

วิธีที่สอง เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้ก่อน
ขั้นที่ 1 เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้จาก 2 รายวิชาขึ้นไปที่จะนำมาบูรณาการกันโดย จะต้องพิจารณาว่าจุดประสงค์นั้น ๆ เกี่ยวข้องกันหรือไม่ และเกี่ยวข้องกันอย่างไร ถ้าหากมีความสัมพันธ์เกี่ยวกันหรือไปด้วยกันได้ จึงนำมาบูรณาการกัน
ขั้นที่ 2 นำจุดประสงค์ดังกล่าวในขั้นตอนที่ 1 มาสร้างเป็นหัวเรื่อง (theme) ที่ร่วมกัน ระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้
ขั้นที่ 3 ระบุทรัพยากรที่ต้องการ
ขั้นที่ 4 พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นที่ 5 ดำเนินการตามกิจกรรมการเรียนการสอนที่เตรียมไว้
ขั้นที่ 6 ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน
ขั้นที่ 7 ประเมินกิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นที่ 8 แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน

รายละเอียดของกิจกรรมในขั้นตอนต่าง ๆ มีรายละเอียดคล้ายคลึงกับวิธีที่หนึ่ง ต่างแต่การสลับลำดับขั้นเท่านั้น
สำหรับการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 (multidisciplinary instruction) และรูปแบบที่ 4 (transdisciplinary instruction) นั้น เน้นที่งานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามากกว่า 1 สาขาวิชาขึ้นไปที่จะให้นักเรียนปฏิบัติหรือศึกษา ดังนั้นวิธีการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการในขั้นที่ 4 “การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน” จึงเป็นการกำหนดงานหรือโครงการ (project) ที่จะให้นักเรียนทำ ทั้งนี้เพราะการสร้างงานหรือโครงการเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการเพราะสามารถเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลาย ๆ สาขาวิชาได้

งานหรือโครงการที่นักศึกษาจะต้องทำมี 4 ประเภทคือ
1. ข้อสรุป หมายถึงข้อสรุปทั่วไปที่สร้างขึ้นจากการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2. กระบวนการ หมายถึงวิธีดำเนินการโดยละเอียดในการแก้ปัญหา หรือในการทำงาน
3. สิ่งประดิษฐ์ หมายถึงชิ้นงานที่ทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหรือทำงานต่างๆ
4. การแสดงออกทางอารมณ์หรือจิตใจที่เป็นผลจากการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ภาพเขียน รูปปั้น หุ่นจำลอง จิตรกรรมฝาผนัง บทความหรือเรียงความ เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูลมาจาก
http://www.kroobannok.com/blog/39220

Photo Art magazine First 2012 : Ampannee Satoh , fights for rights of Islamic fashionistas

Last April, the French Government passed a law banning the public wearing of the burqa – the full-faced covering of Muslim women. Ampannee Satoh, 28, a Thai student of photography in France, felt oppressed by such a law and decided to show her disagreement by ordering several custom-made burqas from her home town of Yarang, Pattani and posing in them in front of the Eiffel Tower, the Arc de Triomphe and other landmarks, letting the colourful burqas fl oat on the wind and dance in the sunshine. This eye-catching series of thought-provoking photographs will be on view at Kathmandu Photo Gallery from August 5 to September 25.

How do you see your role as a photographer?
I believe that photographs do not only record events or memorable moments, but that we can also express our intentions, feelings and subconscious minds through them. Photography can cast a spell on people and make them stop and focus directly on a subject.

Do you feel any social or religious responsibility as a young female Muslim photographer?
Yes; with this series I’m standing up for Muslim women’s rights – saying that they should have the right to choose. When the rights of people in a society are limited by laws, when human feelings are repressed, I don’t think that’s right. We should share spaces and respect one another, not introduce laws that infringe on other people’s own faith and rights.

How did you feel as a young Muslim woman living in Europe as compared to Thailand?
Thai women are lucky – we can choose what religious practices we want to perform and whether to wear a veil or not. This is different from what is happening in some European countries, which on the surface appear to offer the freedom to think and to live but, in my opinion, don’t in practice. The old adage ‘don’t judge a book by its cover’ comes to mind.

You come from Pattani in Thailand’s Deep South. Has life altered signifi cantly during the years of violent political instability there?
The tragedies that have happened in my hometown in Pattani are indescribable. The mental pain in our family, among our brothers, sisters and relatives is just too deep to put it into words.

The Burqa series hasn’t been shown in France yet. Are there any plans to exhibit it there?
Definitely if an opportunity comes, but as of yet the plan to exhibit it in France isn’t fi nalised. Certainly, an exhibition there would be the natural home for this work.

Both Burqa and your previous series Muslimah feature Muslim women as the central subject. Will your next series maintain this thematic focus?
Muslimah tackled the subject of Muslim women in the three border provinces in the South, while Burqa is a call for the rights of Muslim women in France. In the future I want to focus on other rights surrounding Muslim women. It’s not only my rights that are being diminished, but the rights of Muslim women all around the world. They deserve justice, equality and freedom too.

How is your new position as a teacher of photography at Bangkok’s Rangsit university?
Being a teacher is not only about teaching; it also allows you to exchange knowledge with your students and learn from them. Teaching there helps inspire my photographic creations.

Which photographers past and present do you admire and why?
Henri Cartier-Bresson has been my hero since my childhood. Although they were taken a long time ago his photos continue to move me.

1st Asean Art and Civilization Symposium









โครงการสัมมนาวิชาการอารยธรรมและศิลปกรรมอาเซียน ครั้งที่ ๑ ทางคณะศิลปะและการออกแบบ ได้ส่งอาจารย์ดนยา เชี่ยววัฒนกี อาจารย์ศิลปินครุศิลป์รุ่น 1 เข้าร่วมการสัมนาและและปฏิบัติการทางศิลปะในการสัมมนาครั้งนี้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก โดยสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสภาศิลปกรรมไทยแห่งสหรัฐอเมริกา โดยศิลปินแห่งชาติกมล ทัศนาญชลี เทศบาลนครพิษณุโลก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก สมาคมหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก และบริษัทนานมี จำกัด ในการร่วมกันจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการและปฏิบัติการศิลปะอาเซียนครั้งที่ 1 ขึ้น ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 2 ธันวาคม 2554
หลักการและเหตุผล ศิลปะถือได้ว่าเป็นมูลค่าทางปัญญา ที่มนุษย์ ได้สร้างสรรค์ก่อให้เกิดอารยธรรมที่ดีงามต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มีความเอื้ออาทรระหว่างกัน ศิลปะเป็นสิ่งที่ดีงาม ที่ทาให้ผู้คน กลุ่มคน มีจิตใจที่ดีงาม มีอารยธรรมที่บ่งบอกเป็นมรดกของกลุ่มชนหรือชนชาตินั้น กลุ่มประชาคมอาเซียนประกอบด้วยประเทศ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา กลุ่มประชาคมอาเซียนเหล่านี้ มีการรวมตัวกันของศิลปินจากนานาประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นผู้รักในการสร้างสรรค์งานศิลปะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการร่วมกัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีงามด้านศิลปะระหว่างศิลปินในกลุ่มประเทศด้วยกัน ศิลปินในกลุ่มประเทศอาเซียนล้วนเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะให้เป็นมรดกของแผ่นดิน ทาให้เกิดคุณค่าต่อผู้ชื่นชมผลงานและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อผู้เกี่ยวข้องต่อไปอีกมากไม่จบสิ้น

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเป็นเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนางานศิลปกรรมในกลุ่มประชาคมอาเซียน 2. เพื่อยกระดับความสามารถของศิลปินไทยสู่เวทีอาเซียนและเวทีโลก 3. เพื่อสร้างสัมพันธภาพ เครือข่าย ระหว่างศิลปินไทยและศิลปินในกลุ่มประชาคมอาเซียน 4. เพื่อสัมมนาแนวคิด การพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในกลุ่มประชาคมอาเซียน 5. เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบ เนื้อหา กลวิธี พัฒนาผลงานด้านศิลปกรรม สู่ประชาชนในกลุ่มประชาคมอาเซียน กลุ่มเป้าหมาย
เป้าหมายการดาเนินงาน

จานวนผู้เข้าร่วมโครงการ จานวน 650 คน ประกอบด้วย 1. ศิลปินต่างประเทศ จานวน 16 คน 2. ศิลปินในประเทศ จานวน 30 คน 3. ศิลปินแห่งชาติ จานวน 4 คน 4. อาจารย์และเจ้าหน้าที่ จานวน 100 คน 5.นักเรียน/นักศึกษา จานวน 400 คน 6. ประชาชนที่สนใจ จานวน 100 คน กิจกรรม /

เนื้อหาที่จะดาเนินการ

1. การสัมมนาวิชาการ 2. การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 3. การจัดนิทรรศการ
โดยในงานจัดให้มีการสนทนาศิลป์ในหัวข้อ “ศิลปกรรมร่วมสมัย” และการปฏิบัติการทางศิลปะจากศิลปินแห่งชาติศิลปินนานาชาติ ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้า และอาจารย์สอนศิลปะจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีการเรียนการสอนศิลปะจากทุกภูมิภาคของประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสนับสนุน ส่งเสริมเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนความรู้ในงานด้านศิลปกรรมร่วมสมัยของไทย กับสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียน ให้ปรากฏออกสู่สาธารณะในส่วนภูมิภาคตอนเหนือของประเทศไทย รวมถึงอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวรด้วยศิลปินที่จะเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ได้แก่ศิลปินแห่งชาติไทย คือ ศาสตราจารย์เดชา วราชุน อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน และอาจารย์ธงชัย รักประทุม ศิลปินนานาชาติ ได้แก่ ศิลปินชาวเวียดนาม ลาวพม่า ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น รัสเซีย และ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ในส่วนของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานและแสดงผลงานทางศิลปะอย่างเชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และอาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ จากทั่วภูมิภาคของไทย ได้แก่ พงศ์เดช ไชยคุตร วัฒนโชติ ตุงคเตชะสมหมาย มาอ่อน ไพโรจน์ วังบอน อนุพงษ์ จันทร มงคล เกิดวัน ธนฤทธิ์ ทิพย์วารี ประสิทธิ์ วิชายะ สาธิตเทศนา กิติชัย กันแตง ศิริชัย พุ่มมาก มานิตย์ คูวัฒนศิลป์ สงกรานต์ สุดหอม วรวุฒิ ทาแก้ว วีระพันธ์ ใจสุบรรณ สุวัฒน์ ชะตางาม กิตติ แสงแก้ว อัญชนา นังคลา ทศพร สุธรรม พิสิษฐ์ พันธ์เทียน สมพร แต้มประสิทธิ์ ธนาทิพย์ ทิพย์วารี ดนยา เชี่ยววัฒกี ไชยพันธุ์ ธนากรวัจน์ ธวัชชัย ช่างเกวียน ธนดล ดีรุจิเจริญและ เอกกมล โรจน์จิรนันท์ รวมทั้งสิ้น 53 ท่าน