สหประชาชาติจัดการประชุมครั้งแรกว่าด้วยการปกป้องสิทธิของผู้พิการ โดยมีประเด็นสำคัญหลายประการ เช่น โลกเรามีผู้พิการอยู่ราว 650 ล้านคน ถือเป็น15เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกในปัจจุบัน โดยได้มาซึ่งข้อสรุป ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของสหประชาชาติโดยแท้จริงที่จะถือเอา “ความทุพพลภาพ” ความไม่เท่าเทียมกันทางร่างกายหรือความไม่สมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจดังกล่าวนั้น มีความเป็นสากล การจัดให้มีที่นั่งสำหรับผู้พิการในอาคารสถานที่ และให้มีทางอำนวยความสะดวกต่อผู้พิการ โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานในการออกแบบอาคารสาธารณะ และที่พักอาศัย
ผลกระทบนี้ น่าจะส่งผลต่อกระบวนทรรศน์ใหม่ในการออกแบบพื้นที่ภายใน ไม่มากก็น้อย
ในปัจจุบัน สถาบันการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบจะดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไร
หากการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการเรียนการสอนยังมิได้คำนึงถึงมาตรฐานใหม่นี้อย่างดีเท่าที่ควร
ปัญหาประการดังกล่าวนี้ยังมิได้หมายรวมถึงลักษณะพฤติกรรมทางการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่มีความขัดแย้งกันระหว่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542
และระเบียบประกาศของคณะวิชาที่ศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบของสถาบันอุดมศึกษาบางแห่ง ยังคงกำหนดเงื่อนไขในการรับเข้าศึกษาต่อโดยอาศัยคุณลักษณะความสมบูรณ์บางประการของร่างกาย
ด้วยปัญหาดังกล่าวสร้างความสับสนและไม่เข้าใจถึงแนวความคิดหลักของการศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบนี้เอง ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกถึงการเลือกปฏิบัติ(Discrimination) ต่อบุคคลใดๆที่อาจจะมีความสามารถในการเรียนรู้ แต่ขัดแย้งกับปัจจัยควบคุมต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ซึ่งผลของมันนั้นอาจสะท้อนได้ว่า มีกระบวนทรรศน์ของการลดศักดิ์ศรีหรือคุณค่าแห่งความมนุษย์ (Dehumanized) ให้มีความแตกต่างกัน
ในอดีตเราแยกความเป็นเรา และความเป็นอื่น โดยอาศัยปัจจัยต่างๆที่เป็นข้อกำหนดถึงผลลัพท์หรือการปฏิบัติใดๆ ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ หรือชวนให้ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
ลักษณะดังกล่าว อาจถูกพบเห็นได้จาก การกำหนดหรือนิยามถึงความพิการ ตามความหมายที่ได้มีผู้นิยามไว้มากมายดังต่อไปนี้...
คนพิการ หมายความว่า บุคคลซึ่งมีความสามารถถูกจํากัดให้ปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจําวัน และการมีส่วนร่วมทางสังคมได้โดยวิธีการทั่วไป เนื่องจากมีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาและการเรียนรู้และมีความต้องการจําเป็นพิเศษด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดําเนินชีวิตและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป[1]
ประเภทของความความพิการ
คนพิการแต่ละประเภทมีรายละเอียดความพิการในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 กําหนดลักษณะ ดังนี้
พิการทางการมองเห็น
คือ คนที่มีสายตาข้างที่ดีกว่าเมื่อใช้แว่นสายตาธรรมดา แล้วมองเห็นน้อยกว่า 6/18 หรือ 20/70 จนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่าง หรือมีเลนส์สายตาแคบกว่า 30 องศา
พิการทางการได้ยินและสื่อความหมาย
การได้ยิน การสื่อสาร
เด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี ลักษณะความพิการ คือ หูตึงปานกลาง หูตึงมาก หูตึงรุนแรง หูหนวก ความดังเฉลี่ยเกิน 40 เดซิเบล จนไม่ได้ยิน ระดับความผิดปกติ 2 ถึง 5
เด็กอายุเกิน 7 ปี ถึงผู้ใหญ่ ลักษณะความพิการ คือ ความผิดปกติ หูตึงมาก หูตึงรุนแรง หูหนวก ความดัง 55 เดซิเบลขึ้นไป ระดับความผิดปกติ 2 ถึง 5
พิการทางกาย หรือการเคลื่อนไหว
ลักษณะความพิการ คนที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายเห็นชัดเจน และคนที่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ทําให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรในชีวิตประจําวันได้ ระดับความผิดปกติ 3 ถึง 5
พิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม
ลักษณะความพิการ คนที่มีความผิดปกติ ความบกพร่องทางจิตใจ หรือสมองในส่วนรับรู้ อารมณ์ ความคิด จนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมที่จําเป็นในการดูแลตนเอง หรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น ระดับความผิดปกติ ระดับที่ 1 และระดับที่ 2
พิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้
ลักษณะพิการ คือ คนที่มีความผิดปกติ หรือความ บกพร่องทางสติปัญญาหรือสมอง จนไม่สามารถเรียนรู้ด้วยวิธีการศึกษาปกติได้
พิการซ้ำซ้อน
มีความพิการมากกว่า 1 ลักษณะขึ้นไป
หากเราเข้าใจความเป็นจริง ความเป็นจริงที่เราไม่อาจสามารถแยกความเป็นเรา และความเป็นอื่นออกจากกันได้ เราต้องมองหรือมีวิธีคิด ที่เป็นสากล เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม
โดยอาศัยความรู้ความสามารถของนักออกแบบที่มิได้มุ่งเพียงแก้ปัญหา หรือสรรค์สร้างทางความงามจรรโลงใจ ในระดับพึงพอใจแต่เพียงอย่างเดียวเราคงไม่สามารถปฏิเสธความเป็นอื่น เพียงแค่มีวิธีคิดที่ต่างหรือมีเพียงกายภาพร่างกาย,ชาติพันธ์หรือภาษาที่ใช้ในการสื่อสารที่ต่างกันเท่านั้น
ในความเป็นมนุษย์โลก อันเป็นประชากรของระบบสุริยจักรวาลเดียวกันนี้ อาจถูกคาดหมายได้ถึงความพยายามที่จะทำลายทุกอุปสรรคใดๆที่ขวางความเป็นเราและความเป็นอื่นออกจากกัน
ด้วยการใช้ความคิด,ปัญญาความรู้ และวิธีการ เพื่อสนองประโยชน์ต่อประชากรมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ดังนั้น การศึกษาจึงน่าจะให้โอกาสทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกันตามแต่ศักยภาพและความสามารถของบุคคล
เมื่อกล่าวถึงคำว่า การศึกษา เราหมายความถึงทั้งการเรียน การสอน ทักษะเฉพาะ และสิ่งที่แม้จะจับต้องไม่ได้แต่เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง กล่าวคือ การถ่ายทอดความรู้ ทักษะการตัดสินที่ดี และภูมิปัญญา เป้าหมายพื้นฐานอีกประการหนึ่งของการศึกษา คือ การถ่ายทอดวัฒนธรรมจากรุ่นไปสู่รุ่น (โดยอาจเรียนรู้ด้วยการขัดเกลาทางสังคม (socialization))
อีกความหมายหนึ่งของ การศึกษา คือ การพัฒนาคน ซึ่ง การพัฒนา หมายถึง การแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น / การเสริมข้อดีให้คงสภาพหรือดียิ่งขึ้น[2] ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาหมายถึุง การศึกษาที่สูงขึ้นจากระดับมัธยมศึกษา คำว่า อุดมศึกษา มีรากศัพท์มาจากคำบาลี ได้แก่ อุดม หมายถึง สูงสุด และ ศึกษา หมายถึง การเล่าเรียน ดังนั้น คำว่า "อุดมศึกษา" จึงหมายถึง การเรียนขั้นสูงสุด ในปัจจุบัน การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาในสังกัด 157 แห่งทั่วประเทศ (รายงานประจำปี 2548 สกอ.) โดยแบ่งเป็น
สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 74 แห่ง
สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล 4 แห่ง
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 62 แห่ง
วิทยาลัยชุมชน 17 แห่ง[3]
ประเด็นที่น่าสงสัยก็คือว่าเมื่อไหร่ที่สถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษา (University) จะสามารถสร้างเสริมความสามารถในการรับผู้ศึกษาโดยไม่มุ่งถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นพื้นฐาน และสามารถสร้างพฤติกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของผู้ศึกษา ที่มีหลากหลายแบบ
( universal ) โดยอาศัยการปรับสภาพแวดล้อมทางการศึกษาและปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ที่ผ่านการคิดออกแบบและแก้ปัญหาโดยใช้ความคิดในลักษณะของการออกแบบด้วยความเป็นธรรม
( Universal Design )
ในหลายๆสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาชั้นนำในประเทศไทย ดัชนีการประกันคุณภาพการศึกษาบางตัว อาจมุ่งไปที่ปัจจัยเกื้อหนุนทางการศึกษา เช่นการมีอุปกรณ์หรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆที่เอื้อต่อการเข้าถึงทางการเรียนรู้ โดยอาจครอบคลุมไปถึงการแก้ปัญหาบางลักษณะของผู้ทุพพลภาพได้ บางกรณีอาจก่อให้เกิดการดัดแปลงแก้ไขสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการสัญจรต่อผู้ทุพพลภาพในบางลักษณะ
แต่สิ่งหนึ่งทีอยากให้สังเกตคือ ไม่ว่าจะโดยเจตนาแบบใดๆก็ตาม เรา อาจอยู่ในฐานะที่เป็นบุคคลที่ตระหนักถึงความสำคัญและได้พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆไปทีละอย่าง แต่ก็มิได้ตั้งอยู่บนบริบทของความเป็นธรรมโดยแท้จริง เราอาจดัดแปลงทางเชื่อมและทางลาดให้กับผู้ทุพพลภาพ แต่เราอาจไม่เคยคิดว่าการดัดแปลงดังกล่าวมีความชอบธรรมหรือมีความเป็นธรรม ถ้ากระบวนทรรศน์ของเรายังคงตั้งอยู่บนการมองลงมาจากมุมมองของผู้ที่สมบูรณ์ สู่ผู้ที่ไม่สมบูรณ์ เรา ต้องเข้าใจและตระหนักต่อกระบวนทรรศน์ใหม่ ที่พิจารณาถึงความเป็นจริงว่า โดยรวมของโลกและสังคมของเรานั้น ความจริงคือ ความไม่สมบูรณ์และความไม่เท่าเทียม
การได้มาซึ่งวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆที่เอื้อประโยชน์ดังกล่าวต่อผู้พิการบางระดับ อาจไม่มีความหมายใดๆมากไปกว่าแค่การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่บุคคลที่สมบูรณ์กว่านั้นได้หยิบยื่นให้กับบุคคลที่ไม่สมบูรณ์ คำถามที่สำคัญมากคือ เมื่อไหร่ความเป็นธรรมต่อบุคคลที่เขามิได้เลือกที่จะเกิดมาแบบไม่สมบูรณ์ได้ด้วยตนเอง จะรู้สึกว่าตนเองนั้นมิได้เกิดขึ้นมาเป็นภาระของผู้ที่สมบูรณ์ เมื่อไหร่ ที่สังคมของนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ความพึงพอใจให้กับสังคม จะได้พิจารณาบนมิติฐานมูลของความคิดและความรู้สึกแบบที่ต่างออกไปจากเดิม เพื่อความเป็นธรรมโดยแท้จริง
บางทีการศึกษากรณีศึกษาที่น่าสนใจในปัจจุบันหลายกรณีศึกษา อาจถูกนำมาใช้เพื่อ “ถามทาง”
หรือ “ท้าทาย” วิธีคิดของสังคมเดิมๆ สังคมของนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ในปัจจุบัน ทั้งเพื่อให้ความรู้โดยผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทั้งสร้างการตระหนักรู้และการให้ความสำคัญด้วยผลงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ทางการออกแบบ ซึ่งบทสรุปของมันได้สะท้อนเจตนาของผู้ดำเนินการศึกษา เพื่อส่งต่อผลไปสู่ความงอกงามในภูมิปัญญาของสังคม ในบริบทที่ใหญ่ขึ้น ทีละน้อยๆ บางทีอาจนำไปถึงความรู้สึกหรือเจตนาที่เพิ่มหรือให้คุณค่า และอาจเลยหรือก้าวพ้นไปถึงการกำหนดนิยามความหมายใหม่ๆเพื่อให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีปฏิบัติ หรือการเปลี่ยนกระบวนทรรศน์
ในการศึกษาทางด้านศิลปะและการออกแบบ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์ ( Paradigm shift ) หรือกระบวนทรรศน์ใหม่ นั้นมีผลสำคัญมากต่อพฤติกรรมการสร้างสรรค์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมด้านศิลปะและการออกแบบในทุกๆส่วนขององค์ประกอบ เพราะต่างก็มีเหตุและเงื่อนไข รวมถึงสิ่งที่เป็นความคิดความเชื่อ ในรูปแบบที่คล้ายกัน เราอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ไปทีละน้อยๆ จากผู้ที่มีอิทธิพลต่อกระแสด้านศิลปะและการออกแบบในประเทศ ทีละเล็กทีละน้อย และเราก็คงหวังว่าสักวันหนึ่งความพยายามที่จะทำให้วิธีคิดในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ก็คงจะมีคุณค่าไม่เพียงแค่ความพยายาม
อาจารย์ชัยณรงค์ อริยะประเสริฐ
เทคนิคการออกข้อสอบแบบปรนัยให้ดี มีคุณภาพ ต้องทำอย่างไรบ้าง
http://www.geocities.com/nincoo/mainb3.4.htm
ข้อสอบปรนัย (objective test)
ลักษณะโดยทั่วไปของข้อสอบปรนัย จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือคำถาม และคำตอบ ตัวคำถามของข้อสอบปรนัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้ความสามารถต่าง ๆ ตามที่ผู้ถามต้องการ ซึ่งจะวัดตั้งแต่ความจำผิวเผินไปจนถึงวัดพฤติกรรมที่ลึกซึ้งคือการประเมินค่า คำถามแต่ละข้อจะถามเฉพาะจุดเล็ก ๆ ของเนื้อหา ดังนั้นจึงมีจำนวนมากข้อ ส่วนคำตอบของคำถามประเภทนี้ผู้ตอบต้องใช้เวลาในการคิดและการตอบเป็นส่วนใหญ่ การเขียนตอบจะใช้เวลาน้อยซึ่งอาจเขียนเป็นประโยคสั้น ๆ หรือทำเครื่องหมายบนคำตอบที่ต้องการ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526 : 122) ดังนั้น สาระสำคัญของผู้ตอบที่ต้องปฏิบัติมี ดังนี้ (Throndike and Hagen. 1969 : 64)
1. ต้องอ่านข้อสอบที่มีทั้งคำถามและคำตอบที่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ตอบไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นในคำตอบนั้นเลย
2. เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด จากตัวเลือกที่ผู้เขียนข้อสอบกำหนดมาให้
3. ต้องตอบคำถามจากข้อสอบหลายข้อ
ข้อสอบปรนัยสามารถแบ่งแยกย่อยได้ 5 ประเภท คือ
1. แบบตอบสั้นๆ
2. แบบเติมคำ
3. แบบจับคู่
4. แบบถูก-ผิด
5. แบบเลือกตอบ
ซึ่งจะขอเสนอรายละเอียดในแต่ละประเภท ดังนี้
1. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (short answer test)
ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยคำถามที่สมบูรณ์ ต้องกำหนดให้ผู้ตอบแสดงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยการเขียนตอบ โดยตัวคำตอบจะมีลักษณะเป็นคำเดี่ยว ๆ หรือประโยคสั้น ๆ
หลักการสร้าง
1. ตั้งปัญหาเป็นรูปคำถาม และต้องการคำตอบเพียงสั้น ๆ เช่น
- ประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันชื่ออะไร
- วิหคแปลว่าอะไร
2. ต้องเป็นคำถามที่มีคำตอบตายตัวแน่นอน
ข้อดีของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ
1. สร้างง่าย สะดวกรวดเร็ว
2. สามารถเขียนคำถามได้มากข้อ
3. เขียนคำตอบได้ง่ายกว่าข้อสอบอัตนัย
4. เหมาะสำหรับวัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ เช่น การถามคำศัพท์ กฎ นิยาม เป็นต้น
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ
1. บางครั้งอาจเกิดปัญหาในการตรวจให้คะแนน เช่น ผู้ตอบใช้ภาษาผิดพลาด
2. ตรวจยากกว่าข้อสอบปรนัยประเภทกำหนดคำตอบมาให้
3. ไม่เหมาะที่จะวัดพฤติกรรมขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า
4. ยากที่จะเขียนคำถามเพื่อให้ได้เพียงคำตอบเดียว
ตัวอย่างข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ
1. นายกรัฐมนตรีของไทยคนปัจจุบันชื่ออะไร
2. จงให้ความหมายของคำว่า การประเมินผล
3. เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นบทประพันธ์ของใคร
2. ข้อสอบแบบเติมคำ (completion test)
ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบเติมคำจะเขียนประโยคหรือข้อความตอนนำไว้ แล้วเว้นว่าง
ข้อความหรือท้ายข้อความสำหรับให้เติมคำ เพื่อให้ข้อความนั้นถูกต้องสมบูรณ์ การเว้นช่องว่างให้เติมอาจเว้นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้
หลักการสร้าง
1. พยายามเขียนปัญหาให้แจ่มชัด เฉพาะเจาะจงไม่กำกวม เพราะถ้าคำถามกำกวมจะทำให้
ผู้ตอบเสียเวลาในการตีความ
ไม่ดี : - ผู้ที่อุปสมบทได้ต้อง....................................................................
โจทย์ข้อนี้อาจตอบได้ว่าเป็นชาย ,ไม่วิกลจริต หรือต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ก็ได้
ดีขึ้น : ผู้ที่อุปสมบทได้ต้องเป็นชายอายุ...(20)...ปีบริบูรณ์
2. อย่าเว้นช่องว่างสำหรับเติมหลายที่ จนกระทั่งไม่ทราบว่าโจทย์ต้องการอะไร เช่น
ไม่ดี : ............หาได้โดยเอา.............หารด้วย.................
ดีขึ้น : ความเร็วหาได้โดยเอา....(ระยะทาง)....หารด้วย.....(เวลา).....
3. คำที่นำมาเติมในช่องว่าง ควรเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งปลีกย่อย เช่น
ไม่ดี : ในปี 1492 โคลัมบัส...(พบ)...อเมริกา
ดีขึ้น : โคลัมบัสพบอเมริกาในปี ค.ศ. ..(1492)..
4. การเว้นช่องว่างไว้ท้ายข้อความดีกว่าไว้ข้างหน้าหรือตอนกลาง เช่น
ไม่ดี : ..(H2O)..คือสัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำ
ดีขึ้น : สัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำคือ..(H2O)..
5. ไม่ควรลอกข้อความจากหนังสือมาเขียนถาม โดยการตัดข้อความบางตอนออกเพราะจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนตอบด้วยวิธีท่องจำ
6. ควรสร้างประโยคคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่สั้นที่สุด
7. พยายามถามในสิ่งที่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการตรวจ
8. เว้นที่ว่างสำหรับเติมคำตอบให้เพียงพอ เพราะนักเรียนแต่ละคนเขียนหนังสือโตไม่เท่ากัน และช่องว่างในแต่ละข้อควรมีขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อป้องกันการแนะคำตอบ
9. คะแนนในแต่ละช่องควรให้เท่ากัน
ข้อดีของข้อสอบแบบเติมคำ
1. สร้างง่ายสะดวกและรวดเร็ว
2. โอกาสที่ตอบถูกโดยการเดามีน้อย
3. สามารถสร้างคำถามวัดในเรื่องหนึ่ง ๆ ได้หลายข้อ
ข้อจำกัดของข้อสอบเติมคำ
1. วัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำ
2. ถ้าส่วนที่ต้องการเติมมีหลายเรื่อง ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างข้อสอบประเภทนี้ เพราะการเว้นที่อาจเป็นการแนะคำตอบ เช่น
-ธงชาติไทยมี........สี คือ 1.................. 2................... 3.....................
3. ขาดความเป็นปรนัยในกรณีที่เขียนประโยคนำไม่ดี เช่น
ไม่ดี : สบู่เป็น............................................................
ดีขึ้น : สบู่เป็นของผสมระหว่าง....(ไขมัน)....กับ....(ด่าง)....
ตัวอย่างข้อสอบ
1. จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2539 คือ ...............................
2. สีม่วงเกิดจากการผสมระหว่างสี..........................กับสี........................
3. กษัตริย์ที่ทรงกอบกู้เอกราชพระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยาคือ.................................
3. ข้อสอบแบบจับคู่ (matching test)
ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบจะประกอบไปด้วยภาคคำถาม และภาคคำตอบ โดยผู้ตอบจะต้องจับคู่ระหว่างคำถามและคำตอบที่กำหนดให้ตรงกัน หรือสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล ตัวอย่าง เช่น
คำชี้แจง แถว ก ประกอบด้วยรายการที่เกี่ยวกับคำนาม จงเลือกลักษณะนามจากอักษรในแถว ข ที่เหมาะสม หรือสอดคล้องที่สุดกับข้อความในแถว ก คำตอบในแถว ข อาจนำไปใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง หรือไม่ใช้เลยก็ได้
แถว ก
แถว ข
.......1. เข็ม
.......2. ช้าง
......3. หนังสือ
......4. รถ
.......5. แห
ก. ปาก
ข. เชือก
ค. เล่ม
ง. ตัว
จ. คัน
ฉ. ด้าม
ช. ผืน
ซ. หลัง
หลักการสร้าง
1. คำสั่ง หรือคำชี้แจงที่จะให้ผู้ตอบปฏิบัติอย่างไร ควรเขียนให้ชัดเจน
2. จำนวนข้อความในภาคคำตอบควรมีจำนวนมากกว่าข้อความในภาคคำถาม 3-5 ข้อ
(สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. 2520 : 59)
3. คำที่อยู่ในภาคคำถามและคำตอบควรเป็นชนิดเดียวกัน หรืออาจสร้างเป็นประโยค วลี เครื่องหมายใด ๆ รูปภาพ ตัวเลข หรือตัวอักษร โดยเมื่อนำภาคคำถามและคำตอบมาเข้าคู่กันแล้ว จะได้ข้อความที่สอดคล้องกัน
4. คำที่เข้าคู่กันควรจะวางตำแหน่งให้อยู่สลับกันหรืออาจจะจัดเรียงลำดับตามตัวอักษรเวลา หรือจากมากไปหาน้อย เพื่อที่จะได้สะดวกในการพิจารณาคำตอบและลดการเดา
5. พยายามให้ภาคคำถาม และภาคคำตอบสมดุลย์กัน จำนวนข้อย่อยในภาคคำถามควรอยู่ระหว่าง 5-8 ข้อย่อย
(อนันต์ ศรีโสภา. 2525 : 120) เพราะถ้าหากคำถามมากจะทำให้นักเรียนเสียเวลาในการหาคำตอบ เช่น
ถ้าภาคคำถามมี 5 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 8-10 ข้อย่อย
ถ้าภาคคำถามมี 7 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 10-12 ข้อย่อย
6. ทั้งภาคคำถามและภาคคำตอบจะต้องอยู่หน้าเดียวกัน
ข้อดีของข้อสอบแบบจับคู่
1. สร้างง่ายและประหยัดเวลา
2. สามารถถามได้มากข้อในเวลาจำกัด
3. เหมาะสำหรับการวัดความจำ
4. ตรวจให้คะแนนสะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจได้
5. สามารถพัฒนาเป็นข้อสอบเลือกตอบแบบตัวเลือกคงที่ได้
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบจับคู่
1. เป็นการยากที่จะสร้างข้อคำถามให้เป็นเอกพันธ์กัน
2. วัดความสามารถชั้นสูงได้น้อย
3. ข้อสอบข้อท้าย ๆ มีโอกาสตอบถูกได้ง่าย
4. ข้อสอบแบบถูกผิด (true-false items)
ลักษณะข้อสอบ เป็นข้อสอบที่ให้พิจารณาข้อความที่เป็นปัญหานั้นว่าถูกหรือผิดตามหลักวิชา โดยผู้ตอบต้องทำรหัสหรือเครื่องหมายลงที่ข้อความนั้น ๆ ตามที่โจทย์กำหนด เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เป็นต้น
หลักการสร้าง
1. เขียนข้อสอบที่ต้องการจะถามให้อยู่ในรูปประโยคบอกเล่า โดยข้อความที่ถามไม่ควรจะยากเกินไปนัก
2. ควรใช้ภาษาง่าย ๆ ไม่คลุมเครือหรือกำกวม เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักเรียนทำ
ข้อสอบผิด เช่น
ไม่ดี : ถูก ผิด ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
โจทย์ข้อนี้นักเรียนอาจตีความหมายผิดจากที่ครูต้องการ เพราะคิดว่าคนเรามีความสามารถทางสมองต่างกัน รูปร่างต่างกัน เป็นต้น
ดีขึ้น : ถูก ผิด ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
3. หลีกเลี่ยงการใช้คำบางประเภทที่อาจเป็นการชี้แนะคำตอบได้ เช่น คำว่าทั้งหมด เสมอๆ ทุก ๆ ไม่มีเลย ฯลฯ คำประเภทนี้จะมีโอกาสทำให้ข้อความผิดมากกว่าถูก ส่วนคำว่า อาจจะ บางอย่าง บางครั้ง โดยทั่วไปคำประเภทนี้มีโอกาสที่จะทำให้ข้อความถูกมากกว่าผิด
ไม่ดี : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่าบ่อย ๆ
ดีขึ้น : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่ามากกว่า 5 ครั้ง
4. พยายามใช้ข้อความที่แสดงปริมาณมากกว่าข้อความแสดงคุณภาพ เพราะการใช้คำว่า มาก น้อย ดี เลว เป็นสิ่งที่ตัดสินใจลำบาก
ไม่ดี : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หลายคน
ดีขึ้น : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากกว่า 1 ใน 4
5. ข้อความแต่ละข้อควรถามประเด็นเดียว ไม่ใช่ว่าส่วนแรกผิดส่วนหลังถูกเพราะจะทำให้ลำบากในการตอบ
ไม่ดี : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
6. หลีกเลี่ยงการใช้คำที่เป็นคำสั่ง เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าถูกหรือผิด
ไม่ดี : จงแปรงฟันทุกวัน วันละสามครั้ง
7. หลีกเลี่ยงการใช้คำปฏิเสธซ้อน เพราะจะทำให้เด็กตีความลำบาก แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้คำปฏิเสธควรจะขีดเส้นใต้ด้วย เช่น
ไม่ดี : เด็กไม่ดื้อ ไม่ใช่เด็กไม่ดี
ดีขึ้น : เด็กดื้อไม่ใช่ เด็กดี
8. ในกรณีออกข้อสอบประเภทถูกผิดทั้งหมดควรสร้างคำถามให้มีจำนวนข้อมาก ๆ เช่น 50, 100 หรือ 200 ข้อ และควรวางตำแหน่งข้อถูก-ผิด สลับกันอย่างไม่มีระบบ เพื่อป้องกันการเดา
9. ควรกำหนดคะแนนไว้ในคำชี้แจงให้แน่นอน เช่น กำหนดข้อละ 1 คะแนน และไม่ควรหักคะแนนหรือติดลบข้อที่ทำผิด
ข้อดีของข้อสอบแบบถูก-ผิด
1. ตรวจง่าย รวดเร็ว ยุติธรรม มีความเป็นปรนัย
2. สามารถวัดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ความจำได้ดี
3. สามารถสอบเนื้อหาวิชาได้มากกว่าข้อสอบแบบอื่นในเวลาที่เท่ากัน
4. สามารถพัฒนาเป็นแบบทดสอบเลือกตอบได้
5. ออกข้อสอบง่าย และได้จำนวนมากข้อ แต่ผู้สอบใช้เวลาทำน้อย
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบถูก-ผิด
1. นักเรียนได้คะแนนเนื่องจากการเดามีค่อนข้างสูง เพราะเลือกจากหนึ่งในสองอย่าง
2. ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่า สาเหตุที่นักเรียนทำข้อสอบผิดเนื่องมาจากอะไร
3. มีความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นควรออกข้อสอบไม่น้อยกว่า 50 ข้อ (Stanley and Hopkins. 1972)
4. ส่วนมากวัดได้เฉพาะพฤติกรรมความรู้-ความจำ
5. ส่งเสริมการเรียนที่ไม่ดีแก่นักเรียน เพราะว่านักเรียนทำข้อสอบเพียงแค่ทำเครื่องหมายถูกผิดเท่านั้น
ตัวอย่างข้อสอบ
.......1. ผู้ชนะสิบทิศเป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่
.......2. ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือดอยสุเทพ
.......3. ราคาขายคือผลบวกของราคาซื้อและกำไร
5. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (multiple choice test)
ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยโจทย์หรือข้อความที่เป็นประโยคที่สมบูรณ์เป็นตัวคำถาม (stem) เพื่อวัดความรู้ความสามารถ และตัวเลือกตั้งแต่ 3 ตัวเลือกขึ้นไปอีก 1 ชุด รวมเป็น 1 ข้อ ในตัวเลือกนั้นจะมีทั้งคำตอบถูก (key) และคำตอบผิด(distracter) ที่เป็นตัวลวงมาให้นักเรียนพิจารณา
หลักการสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. คำถามควรเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ เพื่อจะช่วยให้มีความชัดเจน และเข้าใจง่ายกว่าประโยคบอกเล่า เช่น
ไม่ดี : ทองคำจัดเป็น
ก. แร่โลหะ ง. แร่เชื้อเพลิง
ข. แร่อโลหะ จ. แร่ประกอบหิน
ค. แร่รัตนชาติ
ดีขึ้น : ทองคำจัดเป็นแร่ชนิดใด (ตัวเลือกคงเดิม)
2. เน้นจุดที่เป็นคำถามให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นปรนัย เช่น
ไม่ดี : สัตว์ในข้อใดแตกต่างจากพวก
ก. ช้าง ง วัว
ข. ล่อ จ. ควาย
ค. ม้า
ไม่ดี เพราะไม่ได้บอกแง่มุมที่จะถามว่าต้องการเน้นด้านไหน หรือยึดสิ่งใดเป็นหลัก
ดีขึ้น : สัตว์ในข้อใดเกิดจากการผสมพันธุ์ที่แตกต่างจากพวก (ตัวเลือกคงเดิม)
3. หลีกเลี่ยงคำถามที่เป็นประโยคปฏิเสธ โดยเฉพาะปฏิเสธซ้อน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ประโยคปฏิเสธควรขีดเส้นใต้ให้ชัดเจน
4. การถามคำถามจะต้องสั้น กระทัดรัดและได้ใจความ ไม่ควรใช้คำฟุ่มเฟือย เช่น
ไม่ดี : การแปรงฟันสม่ำเสมอ จะช่วยให้สุขภาพภายในช่องปากสมบูรณ์ การแปรงฟันผิดวิธี จะทำให้เกิดสิ่งใด
ดีขึ้น : การแปรงฟันผิดวิธี จะทำให้เกิดสิ่งใด
5. ถามในสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงาม เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ กล่าวคือ ถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีสังคมยอมรับ ให้ถามในทางที่ดี แต่ถ้าสิ่งใดไม่ดีสังคมไม่ยอมรับ ให้ถามในทางที่ไม่ดี เช่น
ไม่ดี : การเป็นหวัดดีอย่างไร
ดีขึ้น : การเป็นหวัดแสดงว่าร่างกายอยู่ในสภาพใด
6. ถามในสิ่งที่สามารถหาข้อยุติได้ตามหลักวิชา เพื่อให้เด็กได้ใช้ความคิด ไม่ถามในสิ่งที่เป็นความเชื่อ เช่น
ไม่ดี : การแห่นางแมวเพื่อให้ฝนตก ควรทำพิธีเวลาใด จึงจะได้ผลดี
ไม่ดี เพราะเป็นการถามในสิ่งที่เป็นความเชื่อ ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้
7. ควรถามพฤติกรรมที่ต้องใช้ความคิด และควรหลีกเลี่ยงการถามความจำจากตำรา
8. ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพราะถ้าใช้ภาษาที่ยากเกินไป เด็กก็จะไม่สามารถที่จะเข้าใจในความหมาย จึงไม่สามารถทำข้อสอบนั้นได้
9. ควรใช้คำถามที่ยั่วยุให้เด็กชวนคิด และบางครั้งคำถามหรือตัวเลือกอาจเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ สถานการณ์ เพื่อยั่วยุให้เด็กอยากทำ เช่น
ไม่ดี : (1/2) มีค่าเท่ากับเศษส่วนในข้อใด
ดีขึ้น : ส่วนที่แรเงามีค่าเท่าใด
10. ตัวเลือกควรสั้น กระทัดรัด และมีความหมาย คำฟุ่มเฟือยตัดทิ้ง
11. ตัวเลือกแต่ละตัวควรมีความยาวเท่า ๆ กัน ถ้าตัวเลือกยาวไม่เท่ากัน ควรเรียงจากสั้นไปหายาว แต่ทั้งนี้ถ้าเป็น วัน เดือน พ.ศ. ตัวเลขหรือจำนวน ให้เรียงจากน้อยไปหามาก
12. หลีกเลี่ยงการเขียนตัวเลือกซ้ำซ้อนกัน หรือมีความหมายเหมือนกัน เพราะจะทำให้ตัวเลือกมีคุณค่าลดน้อยลง
ไม่ดี : น้ำปูนใสจัดอยู่ในสารชนิดใด
ก. กรด ง. ด่างทับทิม
ข. ด่าง จ. กรดเกลือ
ค. กรดสารส้ม
ไม่ดี เพราะตัวเลือก ค และ จ เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือก ก ส่วนตัวเลือก ง เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือก ข
13. ตัวเลือกต้องเป็นเอกพันธ์กัน (homogeneity) หรือไม่ก็มีโครงสร้างสอดคล้องกัน เช่น
ไม่ดี : การทำลายป่าเกิดจากสาเหตุใด
ก. ความยากจน ง. กฎหมายมีช่องว่าง
ข. ความเห็นแก่ตัว จ. เจ้าหน้าที่ไม่กวดขัน
ค. คนต้องการที่ทำกิน
ไม่ดี เพราะตัวเลือก ก,ข เป็นเพียงวลี ส่วน ค,ง,จ เป็นประโยค ดังนั้น ควรทำ
ตัวเลือกให้มีโครงสร้างที่เหมือนกัน
ดีขึ้น : ก. คนยากจนมีมากขึ้น
ข. คนเห็นแก่ตัวมีมาก
14. ควรระมัดระวังการใช้ตัวเลือกประเภท ปลายเปิด และปลายปิด ซึ่งได้แก่ ถูกทุกข้อ ไม่มีข้อถูก ผิดทุกข้อ สรุปแน่นอนไม่ได้ เป็นต้น
15. หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ เพราะเพียงแต่เด็กสังเกตก็สามารถหาคำตอบได้โดยไม่ได้ใช้ความคิดเลย เช่น
ข้อแรก ๆ ถามว่า สีเขียวในพืชเรียกว่าอะไร (คลอโลฟิล)
ข้อหลัง ๆ ถามว่า พืชสีเขียวซึ่งมีคลอโลฟิลจะปรุงอาหารได้ต้องอาศัยสิ่งใด (ไพศาล หวังพานิช. 2526 : 80)
16. ไม่ควรถามในสิ่งที่เด็กคล่องปาก เช่น
ไม่ดี : ใจคนคดเคี้ยวเหมือนสิ่งใด (เถาวัลย์)
17. ควรกระจายตัวเลือกที่เป็นตัวถูกให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่าง ๆ กัน และแต่ละตัวเลือกควรมีโอกาสเป็นตัวถูกในจำนวนที่เท่า ๆ กัน
18. หลีกเลี่ยงการเขียนตัวถูกที่พ้องเสียงหรือพ้องความหมายกับตัวคำถาม เพราะจะเป็น การแนะคำตอบ เช่น
ไม่ดี : จังหวัดใดผลิตเกลือสมุทรได้มากที่สุด
ก. อยุธยา
ข. นครราชสีมา
ค. สมุทรสาคร
ข้อดีของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. วัดพฤติกรรมทางการศึกษาได้หลายด้าน ตั้งแต่ความรู้ความจำไปจนถึงการประมาณค่า
2. เป็นข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนง่าย ถูกต้อง รวดเร็ว และมีความเป็นปรนัย
3. สามารถควบคุมความยากง่ายของข้อสอบได้
4. เป็นข้อสอบที่ครูสามารถวินิจฉัยสาเหตุแห่งการทำข้อสอบผิด ว่าเนื่องมาจากสาเหตุอะไรบ้าง โดยพิจารณาจากตัวเลือกต่าง ๆ จากกระดาษคำตอบ
5. มีความเชื่อมั่นสูง เพราะมีจำนวนข้อสอบมาก และตอบถูกโดยการเดามีน้อย
6. สามารถใช้สัญลักษณ์ รูปภาพหรือกราฟมาเขียนข้อสอบได้
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. สร้างข้อสอบให้ดี ทำได้ยาก และใช้เวลาในการสร้างนาน
2. ไม่เหมาะที่จะวัดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิด หรือทักษะการเขียน
3. สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงในการสร้างข้อสอบ
รูปแบบของข้อสอบแบบเลือกตอบ
ข้อสอบแบบเลือกตอบจะมีคุณภาพมากหรือน้อย มักเกิดจากการเขียนตัวคำถาม และตัวเลือก นอกจากนี้ควรเขียนคำถามที่วัดพฤติกรรมขั้นสูง ๆ โดยใช้รูปแบบคำถามที่เหมาะสม รูปแบบ
คำถามแบบเลือกตอบที่นิยมมี 3 ประเภท คือ
1. ประเภทคำถามเดี่ยว (single question) เป็นข้อสอบเลือกตอบที่แต่ละข้อมุ่งถามเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ และสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่เกี่ยวพันธ์กับข้ออื่น ๆ เลย ซึ่งแต่ละข้อจะเป็นอิสระต่อกัน เช่น
1. วุ้นที่อยู่รอบ ๆ ไข่กบมีหน้าที่สำคัญอะไร 2. ข้อใดกล่าวถูกต้องตามหลักสุขศึกษา
ก. เป็นเกราะป้องกันศัตรู ก. กินอาหารที่ร้อน
ข. เป็นทุ่นให้ไข่ลอยได้ ข. กินอาหารที่สะอาด
ค. เป็นอาหารให้ตัวอ่อน ค. กินอาหารที่ถูกปาก
ง. เป็นที่เกาะของเชื้อตัวผู้ ง. กินอาหารที่ถูกส่วน
จ. เป็นสิ่งเชื่อมให้ไข่ติดกัน จ. กินอาหารที่ปรุงเองในบ้าน
2. ประเภทตัวเลือกคงที่ (constant choice) ข้อสอบประเภทนี้ ในแต่ละตอนจะมี
ตัวเลือกอยู่ชุดหนึ่งให้นักเรียนพิจารณาตัวเลือกเหล่านี้ แล้วนำไปตอบคำถามที่กำหนดมาให้หลายคำถาม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อสอบที่มีคำถามหลายข้อแต่มีตัวเลือกอยู่ชุดเดียว ซึ่งข้อสอบชนิดนี้พัฒนามาจากข้อสอบแบบจับคู่ แต่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากข้อสอบแบบจับคู่ คือ (สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 78)
2.1 สามารถใช้ตัวเลือกซ้ำกันได้
2.2 ตัวเลือกมีเพียง 4-5 ตัว ส่วนตัวคำถามมีกี่ข้อก็ได้ แต่นิยมใช้ 2-10 ข้อ
ตัวอย่างข้อสอบแบบตัวเลือกคงที่
คำชี้แจง จากข้อ 1-5 ให้พิจารณาข้อความแต่ละข้อ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคำศัพท์ในข้อ ก-จ มากที่สุด คำศัพท์เหล่านั้น จะใช้ครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้
ก. การแยกประเภท (differentiation)
ข. การผสมพันธุ์เลือดเดียวกัน (inbreeding)
ค. การผ่าเหล่า (mutation)
ง. การเลือกสรรโดยธรรมชาติ (natural selection)
จ. การแปรปรวน (variation)
1. การปรากฏลักษณะที่ไม่เคยมีในเผ่าพันธุ์มาก่อน (ค)
2. ความแตกต่างในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม (ง)
3. การทำให้สิ่งมีชีวิตมียีนส์บริสุทธิ์ (ข)
4. ความผิดแบบของบรรดาลูก ๆ ในครอบครัวเดียวกัน (จ)
5. การทำให้เกิดการแบ่งบานระหว่างเซล (ก)
(ชวาล แพรัตกุล. ม.ป.ป. : 352-353)
3. ประเภทสถานการณ์ (situational test) คำถามชนิดนี้จะประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ ของจริง หรือเรื่องราวอะไรสักอย่างหนึ่งมาเสนอเร้าใจให้เด็กเกิดความคิดก่อนเป็นตอนนำ จากนั้นจึงตั้งคำถามหลาย ๆ ข้อ หลาย ๆ แง่มุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น คำถามชนิดนี้มีคุณค่าตรงที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์เบ็ดเสร็จของการศึกษาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถวัดสมรรถภาพสมองขั้นสูงได้ง่ายกว่าข้อสอบประเภทอื่น ๆ
ตัวอย่างข้อสอบประเภทสถานการณ์
คำชี้แจง พิจารณาคำประพันธ์ต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อ 1-2
จะหักอื่นขืนหักพอจักได้ หักอาลัยไม่หยุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักไม่ขาดประหลาดใจ
1. สิ่งใดเป็นต้นเหตุของคำประพันธ์นี้ 2. ผู้เขียนคำประพันธ์นี้อยู่ในอารมณ์เช่นไร
ก. ความรัก ก. ว้าวุ่นใจ
ข. ความอาลัย ข. เศร้าโศก
ค. การหักใจ ค. ปลงตก
ง. ความทุกข์ใจ ง. ห่วงหา
จ. การพลัดพราก จ. ว้าวุ่น
(ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2527 : 153)
ความแตกต่างของข้อสอบอัตนัยและปรนัย
ทั้งข้อสอบอัตนัยและปรนัยต่างก็เป็นข้อสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียน ข้อสอบทั้งสองชนิดนี้ต่างก็มีข้อแตกต่างพอสรุปได้ ดังนี้ (อุทุมพร จามรมาน. 2530 : 62)
ลักษณะ
ข้อสอบปรนัย
ข้อสอบอัตนัย
1.วัดความมุ่งหมายของการเรียนการสอน - ความรู้ ความเข้าใจ การประยุกต์และการวิเคราะห์ ไม่เหมาะที่จะใช้วัดการสังเคราะห์และการประเมินค่า - ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า ไม่เหมาะที่จะใช้วัดความรู้ ความจำ
2. การสุ่มเนื้อหา - ใช้จำนวนข้อสอบมาก ทำให้สุ่ม
เนื้อหาได้มาก
- ใช้จำนวนข้อสอบน้อย ทำให้
สุ่มเนื้อหาได้น้อย
3. การเตรียมการ - ข้อสอบที่ดีสร้างยาก และใช้เวลา
สร้างนาน
-ข้อสอบที่ดีสร้างยาก แต่ทำได้ง่ายกว่าแบบปรนัย
4. การให้คะแนน -ยุติธรรม ง่ายและมีความเชื่อมั่นสูง - ลำเอียงยากและมีความเชื่อมั่นต่ำ
5.ปัจจัยที่ทำให้
คะแนนคลาดเคลื่อน
-เนื่องจากการอ่านข้อสอบ และการเดาของผู้สอบ - เนื่องจากลายมือ และวิธีเขียนของ
ผู้สอบ
6. ผลต่อการเรียนรู้ - กระตุ้นให้ผู้เรียนจำ แปลความ
วิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้อื่น
- กระตุ้นให้ผู้เรียนจัดระบบผสมผสานและแสดงออกซึ่งความคิดของตน
บทสรุป
1. หลักการสร้างข้อสอบนั้นผู้สร้างจะต้องยึดจุดประสงค์ในการสอนเป็นหลัก และจะต้องเขียนข้อสอบให้เป็นไปตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรที่ได้กำหนดไว้ โดยจะต้องออกข้อสอบให้มีจำนวนข้อมากกว่าจำนวนข้อสอบในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ทั้งนี้เพราะว่า เมื่อนำข้อสอบไปหาคุณภาพแล้วจะมีข้อสอบอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้คุณภาพ ต้องตัดทิ้งไป
2. ข้อสอบมีหลายประเภททั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะยึดสิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง
3. ข้อสอบที่ดีควรมีลักษณะ 5 ประการเป็นอย่างน้อย คือ ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความยาก อำนาจจำแนก และความมีประสิทธิภาพ
4. ข้อสอบอัตนัยจะมีเฉพาะคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงออกโดยการเขียนที่แสดงถึงความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ ส่วนข้อสอบปรนัยจะมีทั้งคำถามและคำตอบมาให้ แล้วให้ผู้ตอบเลือกคำตอบที่ถูกต้อง ตามเงื่อนไขที่โจทย์กำหนด
5. ข้อสอบปรนัยสามารถแยกย่อยออกได้ 5 ประเภท คือ ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ แบบเติมคำ แบบจับคู่ แบบถูกผิดและแบบเลือกตอบ
บรรณานุกรมประจำบทที่ 3
ชวาล แพรัตกุล. เทคนิคการเขียนคำถามเลือกตอบ. กรุงเทพฯ : กิ่งจันทร์การพิมพ์ : ม.ป.ป.
นิภา เมธาวีชัย. การประเมินผลและการสร้างแบบทดสอบ. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยครูธนบุรี, 2533.
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. การวัดและประเมินผลการศึกษา : ทฤษฎีและการประยุกต์.
กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2526.
พิตร ทองชั้น. การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2524.
ไพศาล หวังพานิช. การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2526.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. หลักการสร้างแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน.
กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, 2527.
วิเชียร เกตุสิงห์. หลักการสร้างและวิเคราะห์ข้อสอบ. กรุงเทพฯ : โอเดียนการพิมพ์, 2515.
สมนึก ภัททิยธนี. การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์, 2537.
สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. การประเมินผลการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2520.
สุภาพ วาดเขียน. การประเมินผลการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2518.
อนันต์ ศรีโสภา. การวัดและประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2525.
อุทุมพร จามรมาน. การวัดและประเมินการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา เล่มที่ 3.
พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, 2530.
Stanley Julian C. and Hopkins D. Educational and Psychological Measurement and
Evaluation. Prentice-Hall, Inc., 1972.
Thorndike, Robert L., and Hagen, Elizabeth. Measurement and Evaluation in
Psychological and Evaluation. 3rd ed. John Willey and Sons, Inc., 1969.
แบบทดสอบบทที่ 3
1.ข้อใดไม่เข้าพวก
ก. ข้อสอบแบบเติมคำ
ข. ข้อสอบแบบถูก-ผิด
ค. ข้อสอบแบบอัตนัย
ง. ข้อสอบแบบเลือกตอบ
2. ถ้าต้องการวัดพฤติกรรมความตั้งใจเรียน ควรใช้เครื่องมือชนิดใด จึงจะเหมาะสมที่สุด
ก. แบบทดสอบ
ข. แบบสอบถาม
ค. การสัมภาษณ์
ง. การสังเกต
3. ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อสอบแบบใช้ความเร็ว (speed test)
ก. เป็นข้อสอบที่ง่าย
ข. มีจำนวนข้อสอบมาก
ค. ให้เวลาในการทำมาก
ง. ตัวอย่างข้อสอบ เช่น การวัดทักษะทางตา
4. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อสอบแบบอัตนัย
ก. ตรวจให้คะแนนได้ง่าย
ข. วัดทักษะกระบวนการคิดได้ดี
ค. วัดเจตคติหรือข้อคิดเห็นต่างๆ ได้ดี
ง. ผู้ตอบมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น
5. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อดีของข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบ
ก. ตรวจให้คะแนนได้ง่าย
ข. วัดได้ครอบคลุมเนื้อหา
ค. ต้องใช้เวลาในการสร้างน้อย
ง. ควบคุมความยากง่ายของข้อสอบได้
คำชี้แจง ข้อ 6-10 เป็นข้อความที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของแบบทดสอบปรนัย จงเลือกตัวเลือก ก-จ ที่สอดคล้องกับข้อความดังกล่าวมากที่สุด
ก. ข้อสอบแบบจับคู่
ข. ข้อสอบแบบเลือกตอบ
ค. ข้อสอบแบบถูกผิด
ง. ข้อสอบแบบตอบสั้น
จ. ข้อสอบแบบเติมคำ
6. เหมาะสำหรับการจัดทำเป็นข้อสอบมาตรฐาน
7. มีประโยชน์น้อยมากสำหรับการค้นคว้าหาข้อบกพร่องในการเรียน
8. มีความยุ่งยากที่สุดในการให้คะแนน
9. ช่วยให้นักเรียนได้คะแนนมากโดยการเดา
10. เป็นข้อสอบที่มีคุณสมบัติดีที่สุดในบรรดาข้อสอบปรนัยด้วยกัน
ข้อสอบปรนัย (objective test)
ลักษณะโดยทั่วไปของข้อสอบปรนัย จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือคำถาม และคำตอบ ตัวคำถามของข้อสอบปรนัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้ความสามารถต่าง ๆ ตามที่ผู้ถามต้องการ ซึ่งจะวัดตั้งแต่ความจำผิวเผินไปจนถึงวัดพฤติกรรมที่ลึกซึ้งคือการประเมินค่า คำถามแต่ละข้อจะถามเฉพาะจุดเล็ก ๆ ของเนื้อหา ดังนั้นจึงมีจำนวนมากข้อ ส่วนคำตอบของคำถามประเภทนี้ผู้ตอบต้องใช้เวลาในการคิดและการตอบเป็นส่วนใหญ่ การเขียนตอบจะใช้เวลาน้อยซึ่งอาจเขียนเป็นประโยคสั้น ๆ หรือทำเครื่องหมายบนคำตอบที่ต้องการ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526 : 122) ดังนั้น สาระสำคัญของผู้ตอบที่ต้องปฏิบัติมี ดังนี้ (Throndike and Hagen. 1969 : 64)
1. ต้องอ่านข้อสอบที่มีทั้งคำถามและคำตอบที่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ตอบไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นในคำตอบนั้นเลย
2. เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด จากตัวเลือกที่ผู้เขียนข้อสอบกำหนดมาให้
3. ต้องตอบคำถามจากข้อสอบหลายข้อ
ข้อสอบปรนัยสามารถแบ่งแยกย่อยได้ 5 ประเภท คือ
1. แบบตอบสั้นๆ
2. แบบเติมคำ
3. แบบจับคู่
4. แบบถูก-ผิด
5. แบบเลือกตอบ
ซึ่งจะขอเสนอรายละเอียดในแต่ละประเภท ดังนี้
1. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (short answer test)
ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยคำถามที่สมบูรณ์ ต้องกำหนดให้ผู้ตอบแสดงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยการเขียนตอบ โดยตัวคำตอบจะมีลักษณะเป็นคำเดี่ยว ๆ หรือประโยคสั้น ๆ
หลักการสร้าง
1. ตั้งปัญหาเป็นรูปคำถาม และต้องการคำตอบเพียงสั้น ๆ เช่น
- ประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันชื่ออะไร
- วิหคแปลว่าอะไร
2. ต้องเป็นคำถามที่มีคำตอบตายตัวแน่นอน
ข้อดีของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ
1. สร้างง่าย สะดวกรวดเร็ว
2. สามารถเขียนคำถามได้มากข้อ
3. เขียนคำตอบได้ง่ายกว่าข้อสอบอัตนัย
4. เหมาะสำหรับวัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ เช่น การถามคำศัพท์ กฎ นิยาม เป็นต้น
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ
1. บางครั้งอาจเกิดปัญหาในการตรวจให้คะแนน เช่น ผู้ตอบใช้ภาษาผิดพลาด
2. ตรวจยากกว่าข้อสอบปรนัยประเภทกำหนดคำตอบมาให้
3. ไม่เหมาะที่จะวัดพฤติกรรมขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า
4. ยากที่จะเขียนคำถามเพื่อให้ได้เพียงคำตอบเดียว
ตัวอย่างข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ
1. นายกรัฐมนตรีของไทยคนปัจจุบันชื่ออะไร
2. จงให้ความหมายของคำว่า การประเมินผล
3. เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นบทประพันธ์ของใคร
2. ข้อสอบแบบเติมคำ (completion test)
ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบเติมคำจะเขียนประโยคหรือข้อความตอนนำไว้ แล้วเว้นว่าง
ข้อความหรือท้ายข้อความสำหรับให้เติมคำ เพื่อให้ข้อความนั้นถูกต้องสมบูรณ์ การเว้นช่องว่างให้เติมอาจเว้นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้
หลักการสร้าง
1. พยายามเขียนปัญหาให้แจ่มชัด เฉพาะเจาะจงไม่กำกวม เพราะถ้าคำถามกำกวมจะทำให้
ผู้ตอบเสียเวลาในการตีความ
ไม่ดี : - ผู้ที่อุปสมบทได้ต้อง....................................................................
โจทย์ข้อนี้อาจตอบได้ว่าเป็นชาย ,ไม่วิกลจริต หรือต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ก็ได้
ดีขึ้น : ผู้ที่อุปสมบทได้ต้องเป็นชายอายุ...(20)...ปีบริบูรณ์
2. อย่าเว้นช่องว่างสำหรับเติมหลายที่ จนกระทั่งไม่ทราบว่าโจทย์ต้องการอะไร เช่น
ไม่ดี : ............หาได้โดยเอา.............หารด้วย.................
ดีขึ้น : ความเร็วหาได้โดยเอา....(ระยะทาง)....หารด้วย.....(เวลา).....
3. คำที่นำมาเติมในช่องว่าง ควรเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งปลีกย่อย เช่น
ไม่ดี : ในปี 1492 โคลัมบัส...(พบ)...อเมริกา
ดีขึ้น : โคลัมบัสพบอเมริกาในปี ค.ศ. ..(1492)..
4. การเว้นช่องว่างไว้ท้ายข้อความดีกว่าไว้ข้างหน้าหรือตอนกลาง เช่น
ไม่ดี : ..(H2O)..คือสัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำ
ดีขึ้น : สัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำคือ..(H2O)..
5. ไม่ควรลอกข้อความจากหนังสือมาเขียนถาม โดยการตัดข้อความบางตอนออกเพราะจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนตอบด้วยวิธีท่องจำ
6. ควรสร้างประโยคคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่สั้นที่สุด
7. พยายามถามในสิ่งที่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการตรวจ
8. เว้นที่ว่างสำหรับเติมคำตอบให้เพียงพอ เพราะนักเรียนแต่ละคนเขียนหนังสือโตไม่เท่ากัน และช่องว่างในแต่ละข้อควรมีขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อป้องกันการแนะคำตอบ
9. คะแนนในแต่ละช่องควรให้เท่ากัน
ข้อดีของข้อสอบแบบเติมคำ
1. สร้างง่ายสะดวกและรวดเร็ว
2. โอกาสที่ตอบถูกโดยการเดามีน้อย
3. สามารถสร้างคำถามวัดในเรื่องหนึ่ง ๆ ได้หลายข้อ
ข้อจำกัดของข้อสอบเติมคำ
1. วัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำ
2. ถ้าส่วนที่ต้องการเติมมีหลายเรื่อง ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างข้อสอบประเภทนี้ เพราะการเว้นที่อาจเป็นการแนะคำตอบ เช่น
-ธงชาติไทยมี........สี คือ 1.................. 2................... 3.....................
3. ขาดความเป็นปรนัยในกรณีที่เขียนประโยคนำไม่ดี เช่น
ไม่ดี : สบู่เป็น............................................................
ดีขึ้น : สบู่เป็นของผสมระหว่าง....(ไขมัน)....กับ....(ด่าง)....
ตัวอย่างข้อสอบ
1. จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2539 คือ ...............................
2. สีม่วงเกิดจากการผสมระหว่างสี..........................กับสี........................
3. กษัตริย์ที่ทรงกอบกู้เอกราชพระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยาคือ.................................
3. ข้อสอบแบบจับคู่ (matching test)
ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบจะประกอบไปด้วยภาคคำถาม และภาคคำตอบ โดยผู้ตอบจะต้องจับคู่ระหว่างคำถามและคำตอบที่กำหนดให้ตรงกัน หรือสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล ตัวอย่าง เช่น
คำชี้แจง แถว ก ประกอบด้วยรายการที่เกี่ยวกับคำนาม จงเลือกลักษณะนามจากอักษรในแถว ข ที่เหมาะสม หรือสอดคล้องที่สุดกับข้อความในแถว ก คำตอบในแถว ข อาจนำไปใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง หรือไม่ใช้เลยก็ได้
แถว ก
แถว ข
.......1. เข็ม
.......2. ช้าง
......3. หนังสือ
......4. รถ
.......5. แห
ก. ปาก
ข. เชือก
ค. เล่ม
ง. ตัว
จ. คัน
ฉ. ด้าม
ช. ผืน
ซ. หลัง
หลักการสร้าง
1. คำสั่ง หรือคำชี้แจงที่จะให้ผู้ตอบปฏิบัติอย่างไร ควรเขียนให้ชัดเจน
2. จำนวนข้อความในภาคคำตอบควรมีจำนวนมากกว่าข้อความในภาคคำถาม 3-5 ข้อ
(สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. 2520 : 59)
3. คำที่อยู่ในภาคคำถามและคำตอบควรเป็นชนิดเดียวกัน หรืออาจสร้างเป็นประโยค วลี เครื่องหมายใด ๆ รูปภาพ ตัวเลข หรือตัวอักษร โดยเมื่อนำภาคคำถามและคำตอบมาเข้าคู่กันแล้ว จะได้ข้อความที่สอดคล้องกัน
4. คำที่เข้าคู่กันควรจะวางตำแหน่งให้อยู่สลับกันหรืออาจจะจัดเรียงลำดับตามตัวอักษรเวลา หรือจากมากไปหาน้อย เพื่อที่จะได้สะดวกในการพิจารณาคำตอบและลดการเดา
5. พยายามให้ภาคคำถาม และภาคคำตอบสมดุลย์กัน จำนวนข้อย่อยในภาคคำถามควรอยู่ระหว่าง 5-8 ข้อย่อย
(อนันต์ ศรีโสภา. 2525 : 120) เพราะถ้าหากคำถามมากจะทำให้นักเรียนเสียเวลาในการหาคำตอบ เช่น
ถ้าภาคคำถามมี 5 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 8-10 ข้อย่อย
ถ้าภาคคำถามมี 7 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 10-12 ข้อย่อย
6. ทั้งภาคคำถามและภาคคำตอบจะต้องอยู่หน้าเดียวกัน
ข้อดีของข้อสอบแบบจับคู่
1. สร้างง่ายและประหยัดเวลา
2. สามารถถามได้มากข้อในเวลาจำกัด
3. เหมาะสำหรับการวัดความจำ
4. ตรวจให้คะแนนสะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจได้
5. สามารถพัฒนาเป็นข้อสอบเลือกตอบแบบตัวเลือกคงที่ได้
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบจับคู่
1. เป็นการยากที่จะสร้างข้อคำถามให้เป็นเอกพันธ์กัน
2. วัดความสามารถชั้นสูงได้น้อย
3. ข้อสอบข้อท้าย ๆ มีโอกาสตอบถูกได้ง่าย
4. ข้อสอบแบบถูกผิด (true-false items)
ลักษณะข้อสอบ เป็นข้อสอบที่ให้พิจารณาข้อความที่เป็นปัญหานั้นว่าถูกหรือผิดตามหลักวิชา โดยผู้ตอบต้องทำรหัสหรือเครื่องหมายลงที่ข้อความนั้น ๆ ตามที่โจทย์กำหนด เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เป็นต้น
หลักการสร้าง
1. เขียนข้อสอบที่ต้องการจะถามให้อยู่ในรูปประโยคบอกเล่า โดยข้อความที่ถามไม่ควรจะยากเกินไปนัก
2. ควรใช้ภาษาง่าย ๆ ไม่คลุมเครือหรือกำกวม เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักเรียนทำ
ข้อสอบผิด เช่น
ไม่ดี : ถูก ผิด ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
โจทย์ข้อนี้นักเรียนอาจตีความหมายผิดจากที่ครูต้องการ เพราะคิดว่าคนเรามีความสามารถทางสมองต่างกัน รูปร่างต่างกัน เป็นต้น
ดีขึ้น : ถูก ผิด ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน
3. หลีกเลี่ยงการใช้คำบางประเภทที่อาจเป็นการชี้แนะคำตอบได้ เช่น คำว่าทั้งหมด เสมอๆ ทุก ๆ ไม่มีเลย ฯลฯ คำประเภทนี้จะมีโอกาสทำให้ข้อความผิดมากกว่าถูก ส่วนคำว่า อาจจะ บางอย่าง บางครั้ง โดยทั่วไปคำประเภทนี้มีโอกาสที่จะทำให้ข้อความถูกมากกว่าผิด
ไม่ดี : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่าบ่อย ๆ
ดีขึ้น : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่ามากกว่า 5 ครั้ง
4. พยายามใช้ข้อความที่แสดงปริมาณมากกว่าข้อความแสดงคุณภาพ เพราะการใช้คำว่า มาก น้อย ดี เลว เป็นสิ่งที่ตัดสินใจลำบาก
ไม่ดี : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หลายคน
ดีขึ้น : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากกว่า 1 ใน 4
5. ข้อความแต่ละข้อควรถามประเด็นเดียว ไม่ใช่ว่าส่วนแรกผิดส่วนหลังถูกเพราะจะทำให้ลำบากในการตอบ
ไม่ดี : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
6. หลีกเลี่ยงการใช้คำที่เป็นคำสั่ง เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าถูกหรือผิด
ไม่ดี : จงแปรงฟันทุกวัน วันละสามครั้ง
7. หลีกเลี่ยงการใช้คำปฏิเสธซ้อน เพราะจะทำให้เด็กตีความลำบาก แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้คำปฏิเสธควรจะขีดเส้นใต้ด้วย เช่น
ไม่ดี : เด็กไม่ดื้อ ไม่ใช่เด็กไม่ดี
ดีขึ้น : เด็กดื้อไม่ใช่ เด็กดี
8. ในกรณีออกข้อสอบประเภทถูกผิดทั้งหมดควรสร้างคำถามให้มีจำนวนข้อมาก ๆ เช่น 50, 100 หรือ 200 ข้อ และควรวางตำแหน่งข้อถูก-ผิด สลับกันอย่างไม่มีระบบ เพื่อป้องกันการเดา
9. ควรกำหนดคะแนนไว้ในคำชี้แจงให้แน่นอน เช่น กำหนดข้อละ 1 คะแนน และไม่ควรหักคะแนนหรือติดลบข้อที่ทำผิด
ข้อดีของข้อสอบแบบถูก-ผิด
1. ตรวจง่าย รวดเร็ว ยุติธรรม มีความเป็นปรนัย
2. สามารถวัดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ความจำได้ดี
3. สามารถสอบเนื้อหาวิชาได้มากกว่าข้อสอบแบบอื่นในเวลาที่เท่ากัน
4. สามารถพัฒนาเป็นแบบทดสอบเลือกตอบได้
5. ออกข้อสอบง่าย และได้จำนวนมากข้อ แต่ผู้สอบใช้เวลาทำน้อย
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบถูก-ผิด
1. นักเรียนได้คะแนนเนื่องจากการเดามีค่อนข้างสูง เพราะเลือกจากหนึ่งในสองอย่าง
2. ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่า สาเหตุที่นักเรียนทำข้อสอบผิดเนื่องมาจากอะไร
3. มีความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นควรออกข้อสอบไม่น้อยกว่า 50 ข้อ (Stanley and Hopkins. 1972)
4. ส่วนมากวัดได้เฉพาะพฤติกรรมความรู้-ความจำ
5. ส่งเสริมการเรียนที่ไม่ดีแก่นักเรียน เพราะว่านักเรียนทำข้อสอบเพียงแค่ทำเครื่องหมายถูกผิดเท่านั้น
ตัวอย่างข้อสอบ
.......1. ผู้ชนะสิบทิศเป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่
.......2. ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือดอยสุเทพ
.......3. ราคาขายคือผลบวกของราคาซื้อและกำไร
5. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (multiple choice test)
ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยโจทย์หรือข้อความที่เป็นประโยคที่สมบูรณ์เป็นตัวคำถาม (stem) เพื่อวัดความรู้ความสามารถ และตัวเลือกตั้งแต่ 3 ตัวเลือกขึ้นไปอีก 1 ชุด รวมเป็น 1 ข้อ ในตัวเลือกนั้นจะมีทั้งคำตอบถูก (key) และคำตอบผิด(distracter) ที่เป็นตัวลวงมาให้นักเรียนพิจารณา
หลักการสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. คำถามควรเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ เพื่อจะช่วยให้มีความชัดเจน และเข้าใจง่ายกว่าประโยคบอกเล่า เช่น
ไม่ดี : ทองคำจัดเป็น
ก. แร่โลหะ ง. แร่เชื้อเพลิง
ข. แร่อโลหะ จ. แร่ประกอบหิน
ค. แร่รัตนชาติ
ดีขึ้น : ทองคำจัดเป็นแร่ชนิดใด (ตัวเลือกคงเดิม)
2. เน้นจุดที่เป็นคำถามให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นปรนัย เช่น
ไม่ดี : สัตว์ในข้อใดแตกต่างจากพวก
ก. ช้าง ง วัว
ข. ล่อ จ. ควาย
ค. ม้า
ไม่ดี เพราะไม่ได้บอกแง่มุมที่จะถามว่าต้องการเน้นด้านไหน หรือยึดสิ่งใดเป็นหลัก
ดีขึ้น : สัตว์ในข้อใดเกิดจากการผสมพันธุ์ที่แตกต่างจากพวก (ตัวเลือกคงเดิม)
3. หลีกเลี่ยงคำถามที่เป็นประโยคปฏิเสธ โดยเฉพาะปฏิเสธซ้อน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ประโยคปฏิเสธควรขีดเส้นใต้ให้ชัดเจน
4. การถามคำถามจะต้องสั้น กระทัดรัดและได้ใจความ ไม่ควรใช้คำฟุ่มเฟือย เช่น
ไม่ดี : การแปรงฟันสม่ำเสมอ จะช่วยให้สุขภาพภายในช่องปากสมบูรณ์ การแปรงฟันผิดวิธี จะทำให้เกิดสิ่งใด
ดีขึ้น : การแปรงฟันผิดวิธี จะทำให้เกิดสิ่งใด
5. ถามในสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงาม เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ กล่าวคือ ถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีสังคมยอมรับ ให้ถามในทางที่ดี แต่ถ้าสิ่งใดไม่ดีสังคมไม่ยอมรับ ให้ถามในทางที่ไม่ดี เช่น
ไม่ดี : การเป็นหวัดดีอย่างไร
ดีขึ้น : การเป็นหวัดแสดงว่าร่างกายอยู่ในสภาพใด
6. ถามในสิ่งที่สามารถหาข้อยุติได้ตามหลักวิชา เพื่อให้เด็กได้ใช้ความคิด ไม่ถามในสิ่งที่เป็นความเชื่อ เช่น
ไม่ดี : การแห่นางแมวเพื่อให้ฝนตก ควรทำพิธีเวลาใด จึงจะได้ผลดี
ไม่ดี เพราะเป็นการถามในสิ่งที่เป็นความเชื่อ ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้
7. ควรถามพฤติกรรมที่ต้องใช้ความคิด และควรหลีกเลี่ยงการถามความจำจากตำรา
8. ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพราะถ้าใช้ภาษาที่ยากเกินไป เด็กก็จะไม่สามารถที่จะเข้าใจในความหมาย จึงไม่สามารถทำข้อสอบนั้นได้
9. ควรใช้คำถามที่ยั่วยุให้เด็กชวนคิด และบางครั้งคำถามหรือตัวเลือกอาจเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ สถานการณ์ เพื่อยั่วยุให้เด็กอยากทำ เช่น
ไม่ดี : (1/2) มีค่าเท่ากับเศษส่วนในข้อใด
ดีขึ้น : ส่วนที่แรเงามีค่าเท่าใด
10. ตัวเลือกควรสั้น กระทัดรัด และมีความหมาย คำฟุ่มเฟือยตัดทิ้ง
11. ตัวเลือกแต่ละตัวควรมีความยาวเท่า ๆ กัน ถ้าตัวเลือกยาวไม่เท่ากัน ควรเรียงจากสั้นไปหายาว แต่ทั้งนี้ถ้าเป็น วัน เดือน พ.ศ. ตัวเลขหรือจำนวน ให้เรียงจากน้อยไปหามาก
12. หลีกเลี่ยงการเขียนตัวเลือกซ้ำซ้อนกัน หรือมีความหมายเหมือนกัน เพราะจะทำให้ตัวเลือกมีคุณค่าลดน้อยลง
ไม่ดี : น้ำปูนใสจัดอยู่ในสารชนิดใด
ก. กรด ง. ด่างทับทิม
ข. ด่าง จ. กรดเกลือ
ค. กรดสารส้ม
ไม่ดี เพราะตัวเลือก ค และ จ เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือก ก ส่วนตัวเลือก ง เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือก ข
13. ตัวเลือกต้องเป็นเอกพันธ์กัน (homogeneity) หรือไม่ก็มีโครงสร้างสอดคล้องกัน เช่น
ไม่ดี : การทำลายป่าเกิดจากสาเหตุใด
ก. ความยากจน ง. กฎหมายมีช่องว่าง
ข. ความเห็นแก่ตัว จ. เจ้าหน้าที่ไม่กวดขัน
ค. คนต้องการที่ทำกิน
ไม่ดี เพราะตัวเลือก ก,ข เป็นเพียงวลี ส่วน ค,ง,จ เป็นประโยค ดังนั้น ควรทำ
ตัวเลือกให้มีโครงสร้างที่เหมือนกัน
ดีขึ้น : ก. คนยากจนมีมากขึ้น
ข. คนเห็นแก่ตัวมีมาก
14. ควรระมัดระวังการใช้ตัวเลือกประเภท ปลายเปิด และปลายปิด ซึ่งได้แก่ ถูกทุกข้อ ไม่มีข้อถูก ผิดทุกข้อ สรุปแน่นอนไม่ได้ เป็นต้น
15. หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ เพราะเพียงแต่เด็กสังเกตก็สามารถหาคำตอบได้โดยไม่ได้ใช้ความคิดเลย เช่น
ข้อแรก ๆ ถามว่า สีเขียวในพืชเรียกว่าอะไร (คลอโลฟิล)
ข้อหลัง ๆ ถามว่า พืชสีเขียวซึ่งมีคลอโลฟิลจะปรุงอาหารได้ต้องอาศัยสิ่งใด (ไพศาล หวังพานิช. 2526 : 80)
16. ไม่ควรถามในสิ่งที่เด็กคล่องปาก เช่น
ไม่ดี : ใจคนคดเคี้ยวเหมือนสิ่งใด (เถาวัลย์)
17. ควรกระจายตัวเลือกที่เป็นตัวถูกให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่าง ๆ กัน และแต่ละตัวเลือกควรมีโอกาสเป็นตัวถูกในจำนวนที่เท่า ๆ กัน
18. หลีกเลี่ยงการเขียนตัวถูกที่พ้องเสียงหรือพ้องความหมายกับตัวคำถาม เพราะจะเป็น การแนะคำตอบ เช่น
ไม่ดี : จังหวัดใดผลิตเกลือสมุทรได้มากที่สุด
ก. อยุธยา
ข. นครราชสีมา
ค. สมุทรสาคร
ข้อดีของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. วัดพฤติกรรมทางการศึกษาได้หลายด้าน ตั้งแต่ความรู้ความจำไปจนถึงการประมาณค่า
2. เป็นข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนง่าย ถูกต้อง รวดเร็ว และมีความเป็นปรนัย
3. สามารถควบคุมความยากง่ายของข้อสอบได้
4. เป็นข้อสอบที่ครูสามารถวินิจฉัยสาเหตุแห่งการทำข้อสอบผิด ว่าเนื่องมาจากสาเหตุอะไรบ้าง โดยพิจารณาจากตัวเลือกต่าง ๆ จากกระดาษคำตอบ
5. มีความเชื่อมั่นสูง เพราะมีจำนวนข้อสอบมาก และตอบถูกโดยการเดามีน้อย
6. สามารถใช้สัญลักษณ์ รูปภาพหรือกราฟมาเขียนข้อสอบได้
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. สร้างข้อสอบให้ดี ทำได้ยาก และใช้เวลาในการสร้างนาน
2. ไม่เหมาะที่จะวัดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิด หรือทักษะการเขียน
3. สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงในการสร้างข้อสอบ
รูปแบบของข้อสอบแบบเลือกตอบ
ข้อสอบแบบเลือกตอบจะมีคุณภาพมากหรือน้อย มักเกิดจากการเขียนตัวคำถาม และตัวเลือก นอกจากนี้ควรเขียนคำถามที่วัดพฤติกรรมขั้นสูง ๆ โดยใช้รูปแบบคำถามที่เหมาะสม รูปแบบ
คำถามแบบเลือกตอบที่นิยมมี 3 ประเภท คือ
1. ประเภทคำถามเดี่ยว (single question) เป็นข้อสอบเลือกตอบที่แต่ละข้อมุ่งถามเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ และสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่เกี่ยวพันธ์กับข้ออื่น ๆ เลย ซึ่งแต่ละข้อจะเป็นอิสระต่อกัน เช่น
1. วุ้นที่อยู่รอบ ๆ ไข่กบมีหน้าที่สำคัญอะไร 2. ข้อใดกล่าวถูกต้องตามหลักสุขศึกษา
ก. เป็นเกราะป้องกันศัตรู ก. กินอาหารที่ร้อน
ข. เป็นทุ่นให้ไข่ลอยได้ ข. กินอาหารที่สะอาด
ค. เป็นอาหารให้ตัวอ่อน ค. กินอาหารที่ถูกปาก
ง. เป็นที่เกาะของเชื้อตัวผู้ ง. กินอาหารที่ถูกส่วน
จ. เป็นสิ่งเชื่อมให้ไข่ติดกัน จ. กินอาหารที่ปรุงเองในบ้าน
2. ประเภทตัวเลือกคงที่ (constant choice) ข้อสอบประเภทนี้ ในแต่ละตอนจะมี
ตัวเลือกอยู่ชุดหนึ่งให้นักเรียนพิจารณาตัวเลือกเหล่านี้ แล้วนำไปตอบคำถามที่กำหนดมาให้หลายคำถาม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อสอบที่มีคำถามหลายข้อแต่มีตัวเลือกอยู่ชุดเดียว ซึ่งข้อสอบชนิดนี้พัฒนามาจากข้อสอบแบบจับคู่ แต่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากข้อสอบแบบจับคู่ คือ (สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 78)
2.1 สามารถใช้ตัวเลือกซ้ำกันได้
2.2 ตัวเลือกมีเพียง 4-5 ตัว ส่วนตัวคำถามมีกี่ข้อก็ได้ แต่นิยมใช้ 2-10 ข้อ
ตัวอย่างข้อสอบแบบตัวเลือกคงที่
คำชี้แจง จากข้อ 1-5 ให้พิจารณาข้อความแต่ละข้อ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคำศัพท์ในข้อ ก-จ มากที่สุด คำศัพท์เหล่านั้น จะใช้ครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้
ก. การแยกประเภท (differentiation)
ข. การผสมพันธุ์เลือดเดียวกัน (inbreeding)
ค. การผ่าเหล่า (mutation)
ง. การเลือกสรรโดยธรรมชาติ (natural selection)
จ. การแปรปรวน (variation)
1. การปรากฏลักษณะที่ไม่เคยมีในเผ่าพันธุ์มาก่อน (ค)
2. ความแตกต่างในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม (ง)
3. การทำให้สิ่งมีชีวิตมียีนส์บริสุทธิ์ (ข)
4. ความผิดแบบของบรรดาลูก ๆ ในครอบครัวเดียวกัน (จ)
5. การทำให้เกิดการแบ่งบานระหว่างเซล (ก)
(ชวาล แพรัตกุล. ม.ป.ป. : 352-353)
3. ประเภทสถานการณ์ (situational test) คำถามชนิดนี้จะประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ ของจริง หรือเรื่องราวอะไรสักอย่างหนึ่งมาเสนอเร้าใจให้เด็กเกิดความคิดก่อนเป็นตอนนำ จากนั้นจึงตั้งคำถามหลาย ๆ ข้อ หลาย ๆ แง่มุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น คำถามชนิดนี้มีคุณค่าตรงที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์เบ็ดเสร็จของการศึกษาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถวัดสมรรถภาพสมองขั้นสูงได้ง่ายกว่าข้อสอบประเภทอื่น ๆ
ตัวอย่างข้อสอบประเภทสถานการณ์
คำชี้แจง พิจารณาคำประพันธ์ต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อ 1-2
จะหักอื่นขืนหักพอจักได้ หักอาลัยไม่หยุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักไม่ขาดประหลาดใจ
1. สิ่งใดเป็นต้นเหตุของคำประพันธ์นี้ 2. ผู้เขียนคำประพันธ์นี้อยู่ในอารมณ์เช่นไร
ก. ความรัก ก. ว้าวุ่นใจ
ข. ความอาลัย ข. เศร้าโศก
ค. การหักใจ ค. ปลงตก
ง. ความทุกข์ใจ ง. ห่วงหา
จ. การพลัดพราก จ. ว้าวุ่น
(ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2527 : 153)
ความแตกต่างของข้อสอบอัตนัยและปรนัย
ทั้งข้อสอบอัตนัยและปรนัยต่างก็เป็นข้อสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียน ข้อสอบทั้งสองชนิดนี้ต่างก็มีข้อแตกต่างพอสรุปได้ ดังนี้ (อุทุมพร จามรมาน. 2530 : 62)
ลักษณะ
ข้อสอบปรนัย
ข้อสอบอัตนัย
1.วัดความมุ่งหมายของการเรียนการสอน - ความรู้ ความเข้าใจ การประยุกต์และการวิเคราะห์ ไม่เหมาะที่จะใช้วัดการสังเคราะห์และการประเมินค่า - ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า ไม่เหมาะที่จะใช้วัดความรู้ ความจำ
2. การสุ่มเนื้อหา - ใช้จำนวนข้อสอบมาก ทำให้สุ่ม
เนื้อหาได้มาก
- ใช้จำนวนข้อสอบน้อย ทำให้
สุ่มเนื้อหาได้น้อย
3. การเตรียมการ - ข้อสอบที่ดีสร้างยาก และใช้เวลา
สร้างนาน
-ข้อสอบที่ดีสร้างยาก แต่ทำได้ง่ายกว่าแบบปรนัย
4. การให้คะแนน -ยุติธรรม ง่ายและมีความเชื่อมั่นสูง - ลำเอียงยากและมีความเชื่อมั่นต่ำ
5.ปัจจัยที่ทำให้
คะแนนคลาดเคลื่อน
-เนื่องจากการอ่านข้อสอบ และการเดาของผู้สอบ - เนื่องจากลายมือ และวิธีเขียนของ
ผู้สอบ
6. ผลต่อการเรียนรู้ - กระตุ้นให้ผู้เรียนจำ แปลความ
วิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้อื่น
- กระตุ้นให้ผู้เรียนจัดระบบผสมผสานและแสดงออกซึ่งความคิดของตน
บทสรุป
1. หลักการสร้างข้อสอบนั้นผู้สร้างจะต้องยึดจุดประสงค์ในการสอนเป็นหลัก และจะต้องเขียนข้อสอบให้เป็นไปตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรที่ได้กำหนดไว้ โดยจะต้องออกข้อสอบให้มีจำนวนข้อมากกว่าจำนวนข้อสอบในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ทั้งนี้เพราะว่า เมื่อนำข้อสอบไปหาคุณภาพแล้วจะมีข้อสอบอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้คุณภาพ ต้องตัดทิ้งไป
2. ข้อสอบมีหลายประเภททั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะยึดสิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง
3. ข้อสอบที่ดีควรมีลักษณะ 5 ประการเป็นอย่างน้อย คือ ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความยาก อำนาจจำแนก และความมีประสิทธิภาพ
4. ข้อสอบอัตนัยจะมีเฉพาะคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงออกโดยการเขียนที่แสดงถึงความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ ส่วนข้อสอบปรนัยจะมีทั้งคำถามและคำตอบมาให้ แล้วให้ผู้ตอบเลือกคำตอบที่ถูกต้อง ตามเงื่อนไขที่โจทย์กำหนด
5. ข้อสอบปรนัยสามารถแยกย่อยออกได้ 5 ประเภท คือ ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ แบบเติมคำ แบบจับคู่ แบบถูกผิดและแบบเลือกตอบ
บรรณานุกรมประจำบทที่ 3
ชวาล แพรัตกุล. เทคนิคการเขียนคำถามเลือกตอบ. กรุงเทพฯ : กิ่งจันทร์การพิมพ์ : ม.ป.ป.
นิภา เมธาวีชัย. การประเมินผลและการสร้างแบบทดสอบ. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยครูธนบุรี, 2533.
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. การวัดและประเมินผลการศึกษา : ทฤษฎีและการประยุกต์.
กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2526.
พิตร ทองชั้น. การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2524.
ไพศาล หวังพานิช. การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2526.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. หลักการสร้างแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน.
กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, 2527.
วิเชียร เกตุสิงห์. หลักการสร้างและวิเคราะห์ข้อสอบ. กรุงเทพฯ : โอเดียนการพิมพ์, 2515.
สมนึก ภัททิยธนี. การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์, 2537.
สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. การประเมินผลการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2520.
สุภาพ วาดเขียน. การประเมินผลการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2518.
อนันต์ ศรีโสภา. การวัดและประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2525.
อุทุมพร จามรมาน. การวัดและประเมินการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา เล่มที่ 3.
พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, 2530.
Stanley Julian C. and Hopkins D. Educational and Psychological Measurement and
Evaluation. Prentice-Hall, Inc., 1972.
Thorndike, Robert L., and Hagen, Elizabeth. Measurement and Evaluation in
Psychological and Evaluation. 3rd ed. John Willey and Sons, Inc., 1969.
แบบทดสอบบทที่ 3
1.ข้อใดไม่เข้าพวก
ก. ข้อสอบแบบเติมคำ
ข. ข้อสอบแบบถูก-ผิด
ค. ข้อสอบแบบอัตนัย
ง. ข้อสอบแบบเลือกตอบ
2. ถ้าต้องการวัดพฤติกรรมความตั้งใจเรียน ควรใช้เครื่องมือชนิดใด จึงจะเหมาะสมที่สุด
ก. แบบทดสอบ
ข. แบบสอบถาม
ค. การสัมภาษณ์
ง. การสังเกต
3. ข้อใดกล่าวได้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อสอบแบบใช้ความเร็ว (speed test)
ก. เป็นข้อสอบที่ง่าย
ข. มีจำนวนข้อสอบมาก
ค. ให้เวลาในการทำมาก
ง. ตัวอย่างข้อสอบ เช่น การวัดทักษะทางตา
4. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อสอบแบบอัตนัย
ก. ตรวจให้คะแนนได้ง่าย
ข. วัดทักษะกระบวนการคิดได้ดี
ค. วัดเจตคติหรือข้อคิดเห็นต่างๆ ได้ดี
ง. ผู้ตอบมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น
5. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อดีของข้อสอบปรนัยแบบเลือกตอบ
ก. ตรวจให้คะแนนได้ง่าย
ข. วัดได้ครอบคลุมเนื้อหา
ค. ต้องใช้เวลาในการสร้างน้อย
ง. ควบคุมความยากง่ายของข้อสอบได้
คำชี้แจง ข้อ 6-10 เป็นข้อความที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของแบบทดสอบปรนัย จงเลือกตัวเลือก ก-จ ที่สอดคล้องกับข้อความดังกล่าวมากที่สุด
ก. ข้อสอบแบบจับคู่
ข. ข้อสอบแบบเลือกตอบ
ค. ข้อสอบแบบถูกผิด
ง. ข้อสอบแบบตอบสั้น
จ. ข้อสอบแบบเติมคำ
6. เหมาะสำหรับการจัดทำเป็นข้อสอบมาตรฐาน
7. มีประโยชน์น้อยมากสำหรับการค้นคว้าหาข้อบกพร่องในการเรียน
8. มีความยุ่งยากที่สุดในการให้คะแนน
9. ช่วยให้นักเรียนได้คะแนนมากโดยการเดา
10. เป็นข้อสอบที่มีคุณสมบัติดีที่สุดในบรรดาข้อสอบปรนัยด้วยกัน
การจัดอันดับมหาวิทยาลัย กับการเลือกคณะอย่างเหมาะสม
การจัดอันดับ ranking university ทั้งของtime และของทีมวิจัยสเปน ในระดับwordclass และภูมิภาคของมหาวิทยาลัยระดับโลกที่เห็นปีนี้ก็ยังเป็นHarward universityอยู่ แต่ก็ไล่บี้มาด้วย cambridge และ oxfordในอังกฤษ จริงๆแล้วพี่เคยเห็นการจัดอันดับก่อนหน้านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในอเมริกาแทบทั้งสิ้น ทั้งstanford princton yale berkeley ที่น่าสนใจของการจัดอันดับในหนังสือเล่มนี้คือ มีมหาวิทยาลัยในทวีปต่างๆค่อนข้างหลากหลายที่ได้อันดับระดับ1-50 และเพือ่นบ้านเราอย่างสิงห์โปร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ก็ติดระดับนี้ด้วยอันดับ19 ส่วนมหาวิทยาลัยปักกิ่งคว้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชียและระดับดีที่สุดหนึ่งใน20ของโลกเช่ยเดียวกัน และก็ค้นพบการจัดอันดับที่ทำขึ้นของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ที่จัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยอันมีข้อมูลโดยใช้เกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานระดับสากลมีความเที่ยงและเป็นกลางสูง
นิตยสารไทม์ในส่วนของ Higher Education Supplement ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก จากการพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบด้วย การสุ่มตัวอย่างคณาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วโลก คิดเป็นน้ำหนัก ๕๐% X ส่วนของอาจารย์ชาวต่างประเทศ ๕% จำนวนนิสิตนักศึกษาต่างชาติ ๕% X ส่วนของอาจารย์ต่อนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ๒๐% และผลงานวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่อ้างอิงในวารสารทางวิชาการนานาชาติ ๒๐%
อันนี้คือ List ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ข้อมูล ณ ปีการศึกษา 2548 ซึ่งข้อมูลนี้ NUS : National University of Singapore ใช้พิจารณายอมรับคุณวุฒิและรับพิจารณาให้เข้าศึกษาต่อในระดับ Postgraduate มีดังนี้
ประเภทรวมทุกด้าน (Overall Multi-disciplinary) มีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์ 32 มหาวิทยาลัย (จากที่เปิดกันดาษดื่นกว่าร้อยมหาลัย) ยังดีที่มหาวิทยาลัยปิดของรัฐของเราผ่านเกณฑ์ทุกที่ มีคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้
1. Chulalongkorn University 67.82
2. Mahidol University 67.47
3. Thammasat University 65.93
4. Chiang Mai University 65.81
5. Kasetsart University (all campus) 64.59
6. Prince of Songkla University 64.20
7. King Mongkut Institute of Technology Lad Krabang 63.14
8. Khon Khaen University 62.68
9. Srinakarinwiroj University 61.76
10. King Mongkut University of Technology Thonburi 60.86
11. Assumption University 59.73
12. Silpakorn University 58.05
13. King Mongkut Institute of Technology North Bangkok 57.67
14. Mahidol International College 57.38
15. Naresuan University 57.23
16. National Institute of Development and Administration : NIDA 56.80
17. Suranaree University of Technology 56.46
18. Bangkok University (International College) 55.82
19. Rajamangaka Institute of Technology (Only Main Campus and Campus in Bangkok) 55.19
20. University of the Thai Chamber of Commerce (Only Business Fields) 54.81
21. Mahanakorn University of Technology 54.70
22. Rangsit University 54.27
23. Burapha University 54.14
24. Walailak University 54.08
25. Bangkok University 53.41
26. Mahadsarakham University 53.12
27. Dhurakitbandhid University 53.00
28. Ubon rajathanee University 52.45
29. Maejo University 51.51
30. Sripathum University 51.33
31. Maefaluang University 51.28
32. Thaksin University 51.15
ประเภทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ บริหารธุรกิจ การจัดการ และเศรษฐศาสตร์ (Humanity and Social Science Rangking) มีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์ 24 มหาวิทยาลัย มีคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้
1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 69.81
2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 69.78
3. มหาวิทยาลัยศิลปากร 67.59
4. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 66.83
5. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 66.77
6. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 65.58
7. สถาบันบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 64.42
8. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 62.39
9. มหาวิทยาลัยมหิดล 61.88
10. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 61.11
11. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 60.20
12. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 60.16
13. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล 59.05
14. มหาวิทยาลัยนเรศวร 59.82
15. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 57.62
16. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 57.00
17. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 56.90
18. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 56.39
19. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต 55.74
20. มหาวิทยาลัยบูรพา 55.03
21. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 54.51
22. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 53.47
23. มหาวิทยาลัยทักษิณ 53.38
24. มหาวิทยาลัยรังสิต 52.16
ประเภทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ (Science and Technology Ranking) มีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์ 19 มหาวิทยาลัย มีคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้
1. Mahidol University 67.04
2. Chulalongkorn University 65.95
3. Chiang Mai University 65.26
4. Prine of Songkla University 62.63
5. Kasetsart University (all campus) 61.42
6. King Mongkut Institute of Technology Lad Krabang 61.01
7. King Mongkut University of Technology Thonburi 59.79
8. Sirindhorn International Institute of Technology of Thammasat University 58.58
9. Srinakarinwiroj University 55.26
10. Khon Khaen University 54.94
11. King Mongkut Institute of Technology North Bangkok 53.80
12. Asian Institute of Technology : AIT 53.75
13. Thammasat University 53.01
14. Suranaree University of Technology 52.97
15. NaresuanUniversity 52.84
16. Walailuk University 52.20
17. Rajamangala Institute of Technology (Main Campus and Bangkok Technical Campus) 50.18
18. Mahanakorn University of Technology 50.11
19. Rangsit University 50.07
พอมาดูก็พอที่จะยอมรับได้พอสมควร ถึงแม้อาจจะมีข้อแตกต่างกับของสกอ อยู่บ้างแต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก เพระาเกณฑ์การให้นำหนักมีความใกล้เคียงกัน พอคราวนี้พี่ก็ดีใจว่าอย่างมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดอย่าง สงขลานครินทร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น ติดระดับยูท๊อปของเมืองไทย ตรงนี้คงไม่เกี่ยวกับคะแนนสูงตำที่เราเลือกๆกันจากระบบแอดมิชชันส์ ที่เรามักคิดว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ต้องมีระบบการสอนที่ดีกว่า เพราะตัวพี่เองมีญาติที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยบอกได้เลยว่า มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมีอาจารย์ที่ได้รับทุนพัฒนาทางด้านงานวิจัยในสัดส่วนค่อนข้างมาก ในด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และอื่นๆ จึงกล้าการันตีคุณภาพการศึกษาไม่แพ้กรุงเทพแน่นอน แต่เด็กรุ่นหลังๆเห็นเลือกคณะและมหาวิทยาลัยแบบกระจุดตัว พี่กลับคิดว่าตรงนี้เป็นผลเสียในระบบการศึกษา เพระาเรารวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางเพียงอย่างเดียวซึ่งไม่ถูกต้อง เราควรดูทรัพยากร ความถนัดและสาขาวิชา ของมหาวิทยาลัยที่เราจะเลือกเรียนโดยการใช้เกณฑ์เหล่านี้มาเทียบเคียงจะได้เลือกได้อย่างเหมาะสม แต่นี่คือข้อมูลเพียงเบื้องต้น เราต้องเข้าเวปไซต์ชมข้อมูลของแต่ละมหาวิทยาลัย เพำอดูผลงานอาจารย์ งานวิจัย ความเชี่ยวชาญ หลักสูตร จำนวนบุคลากร มันมีจุดเด่นที่ต่างกัน หากเราเรียนในระดับปริญญาตรี ก็คงไม่จำเป็นมากนักที่จะดูรายละเอียดลึกซึ้งมากมาย เพระาการเรียนระดับนี้ยังคงเป็นการปูพื้นฐานสาขาอาชีพ แต่ในมุมมองของพี่(เพียงคนเดียวนะครับไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ ) พี่จะขอชี้แจงอย่างนี้ว่า หากเราจะเรียนจบเพื่อทำงานเลยพี่คิดว่าแต่ละสถาบันไม่ค่อยต่างกันมากนัก เลือกที่ไหนก็ได้เอาตามสะดวก หรือตามความเหมาะสมเลย เพราะส่วนใหญ่การเรียนในระดับปริญญาตรีมักจะเรียนนในเชิงกว้างๆ หลากหลายในสาขาอาชีพนั้นๆ ยังไม่ถึงระดับเข้มข้น เจาะลึก หรือเอาแบบเชี่ยวชาญ แต่ถ้าอยากเรียนเพือ่ศึกษาต่อระดับสูง มหาวิทยาลัยรัฐจะมีจุดเด่นเพระาจะปูพื้นฐานและเพิ่มเติมเทคนิคงานวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนในระดับต่อไป หรือการต่อยอดนั่นเอง อย่างราชมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏนี่พี่คิดว่าเค้ามีจุดเด่นด้านภาคปฏิบัติ งานภาคสนาม หรือระดับofficer ปฎิบัติการ เพราะสถาบันจะมุ่งเน้นให้บัณฑิตทำเป็น โดยมีหลักสูตรการฝึกงานที่เข้มข้นนอกเหนือตำราเรียน หรือถ้าหากใครมุ่งเน้นที่จะเรียนทางด้านเทคโนโลยีเน้นงานในภาคอุตสาหกรรม ก็ควรเป็นสถาบันเทคโนโลยีkmu หรือตระกูลพระจอมเกล้านั่นเอง และสถาบันเทคโนโลยีต่างๆ อันนี้เราก็ควรไปดูความโดดเด่นของหลักสูตร ความเฉพาะทางและงานที่ได้รับรางวัล ช่ยวิศวะคอมประยุกต์พี่คงยกให้พระจอมเกล้าธนบุรี หากเป็นไฟฟ้าคงยกให้ลาดกระบัง หรือหุ่นยนต์คงเป็นพระครเหนือ และสถาบันเทคโนโยโลยีไทย-ญี่ปุ่น คอมพิวเตอร์จุฬา เกษตร บางมด เทคโนโลยีเกษตรและชีวภาพ คงเป็นเกษตร และคลองหก ประมาณนี้ เราก็จะหมดปัญหาเรียนแบบไร้ทิศทางและตามเทรนโดยสิ้นเชิง ก่อนอื่นเราก็ต้องรู้ตัวก่อนว่าเราจะเลือกเรียนอะไร สาขาวิชาไหนและพยายามดูข้อมูลของสาขานั้นๆในแต่ละมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน และลองกำหนดดูว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร จะประกอบวิชาชีพอะไร เพือ่จะได้เลือกได้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษามีทุนพัฒนาบุคลากรของ สำนักงาน กพ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพือ่ให้อาจารย์ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองหรือเพือ่ศึกษาต่อ รวมถึงทุนทำวิจัยของ สกว และอื่นๆ จึงเชื่อได้ว่าโอกาสข้างหน้าความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยไทยจะมีมากกว่านี้และอยู่ในมาตราฐานที่ไม่ต่างกัน มีการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่าสถาบัน และมหาวิทยาลัยเอกชนก็มีทุนในลักษณะเช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ในการสอนเพือ่ตลาดแรงงาน พี่คิดว่า มหาวิทยาลัยเอกชนมีระบบการสอนเพื่อตอบป้อนแรงงานได้ตรงที่สุด และมีความถนัดในการผลิตบัณฑิตในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านบริหาร
เทคนิคที่พี่อยากจะแนะนำในระดับปริญญาที่สูงกว่า ปริญญาตรี นี่แหละสำคัญ เราจะต้องดูสาขาที่เราเรียนว่าเราจะเรียนอะไร จะประกอบอาชีพอะไร หากเป็นนักวิชาการพี่แนะนำให้เรียนมหาวิทยาลัยรัฐ เพระาจะเน้นด้านการทำวิจัยของบัณฑิตศึกษา หรือหากไปด้านอุตสาหกรรมก็ควรเลือกสาขาที่มีหลักสูตรที่เหมาะกับงานทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน และประกอบกับประสบการณ์วิชาชีพที่เราทำงานอยู่ กับหลักสูตร อันนี้มหาวิทยาลัยจะมีจุดเด่นและหลักสูตรที่ต่างกันออกไป
คราวนี้ก็ลองมาวิเคราะห์ว่าจะเลือกเรียนอย่างไร หรือมีหลักเกณฑ์ดูอย่างไร จึงจะเลือกคณะวิชา และสาขาวิชาได้โดนใจที่สุด เหมาะกับตัวเราเอง เกณฑ์ของพี่นั้นไม่มีอะไรมาก พี่ดูความสามารถของเราก่อนว่าอยู่ในระดับใด หากเลือกมหาวิทยาลัยรัฐ ก็ต้องแข่งขันกับผู้อื่นจำนวนมาก เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัด เราก็ต้องดูความสามารถทางวิชาการว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ศักยภาพตนเองอยู่ในระดับใด แข่งขันได้มากน้อยหรือไม่
ก็ลองมาดูว่าสาขาที่เราจะเรียนมีมหาวิทยาลัยไหนเปิดสอน ระดับคะแนนเป็นอย่างไร จำนวนผู้สมัครเท่าไร มีความเบี่ยงเบนมากน้อยแค่ไหน เกณฑ์การรับมีอะไร มีสถิติที่น่าสนใจอะไรบ้าง และดูว่าความสามารถของเรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะสอบเข้าได้เมือ่เทียบกับคนอื่นๆ
แต่ที่พูดอย่างนี้มิได้หมายความว่าพี่จะบอกว่าคนที่เรียนไม่เก่งจะไม่มีสิทธิ หรือคนที่ขาดโอกาสจะไม่มีทางสอบได้อย่างที่ตนเองปรารถนา อันนี้เราต้องวางเป้าหมายมาพอสมควรเช่น หากเรารู้ว่าเราจะเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงชีวิต มปลาย เราก็พยายามที่จะตั้งใจเรียนมากขึ้นกว่า ม ต้น มีอยู่คนหนึ่งที่เรียน ม ต้น เค้าได้ประมาณเกรด 2.2 แต่พอม ปลายได้เกรดเฉลี่ย 3.2 เพราะเค้าวางเป้าหมายว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ติดในสาขานี้
อันนี้คอการสร้างแรงจูงใจและเป้าหมายไว้ เพื่อเป็นทิศทางกำหนดตัวเราเอง สุดท้ายก็สอบติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสาขาที่ตนเองอยากเรียนได้ตามประสงค์ อันนี้เป็นสิ่งที่ดี มันจะเป็นแรงกระตุ้น ให้เราพัฒนาตนเอง จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับไอคิวเพียงอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและเตรียมตัวเพื่ออนาคต ซึ่งความรู้มันมีโอกาสเพิ่มพูนได้เสมอถ้าไม่หยุดนิ่ง
บริหารเวลา ข้อสอบ และฝึกฝนได้อย่างพอเพียง และจุดอ่อน ณ ตอนนั้นเราต้องรีบหาให้พอ เช่น ไม่เก่งภาษา ไม่เก่งคำนวน เราจะได้จัดการว่า เราจะรักษาระดับของตนเองได้อย่างไร คือเตรียมตัวมากขึ้น หรือใช้วิชาอื่นๆมาช่วงดึงวิชาที่เราไม่ถนัดและเทคนิคอื่นๆ ที่เราคิดว่าเหมาะสม เท่านี้เราก็จะไม่พลาดการสอบอย่างแน่นอน พิเศษก็คือฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ เพระาจะได้ฝึกใช้เวลาและมีหลักการคิดหลายแบบโดยเฉพาะวิชาที่ยาก ที่สำคัญอย่าเน้นท่องจำไปสอบ เพราะจากประสบการณ์คนที่เรียนเพียงเพื่อท่องจำได้ ถึงแม้จะได้เกรดเฉลี่ยดี แต่มักสอบไม่ติด ควรฝึกคิดหลายๆทาง อย่างเช่นหาคำตอบแบบอาศัยการตัดชอยส์ และวิเคราะห์หาคำตอบตามโจทย์ และให้เหตุผลว่าทำไมถึงเลือกข้อนี้ และไม่เลือกข้ออื่น มันจะได้โยงความสัมพันธ์ได้ การท่องจำมันจะเป็นพื้นฐานแต่หากเราขาดความเข้าใจ และคิดรอบด้านก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาโจทย์เหล่านั้นได้
ส่วนการเลือกคณะวิชา สาขาวิชา อันนี้ลองเอาทริปพี่ไปใช้ดูเผื่อจะเป็นประโยชน์ แต่เทคนิกการเลือกของพี่อาจทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ อันนี้ต้องขอโทษนะครับ ขอไว้เป็นทางเลือกหนึ่งละกัน พี่จะดูอย่างนี้ เช่นหากมีranking พี่ก็จะมาดูว่ามหาวิทยาลัยไหนโดดเด่นสาขาอะไร ซึ่งจริงๆในระดับภาพรวมพี่ไม่ได้เน้นอะไรมากมาย แต่ก็แค่ดุว่าอยู่ในระดับใด เช่ยน ดี ดีมาก หรือพอใช้ พี่ดูความเชี่ยวชาญมากกว่า วิธีการของพี่อาจจะเหมาะกับคนที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาโทมากกว่า แต่น้องๆก็พอนะไปประยุกต์ใช้ได้ พี่อยู่ในแวดวงสาขา สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ อักษร ก็จะดูว่ามหาวิทยาลัยใดบ้างที่มีความถนัดและโดดเด่นสาขาเหล่านี้ และก็ดูขีดความสามารถของตนเองว่ามีโอกาสจะแข่งขันได้หรือไม่ พอดประเมินตนเองได้แล้วว่าแข่งขันได้พี่มีความสามารถพอที่จะแข่งขันได้ก็ลองมาดูว่า มหาวิทยาลัยไหนบ้างที่เปิดสอนสาขาที่พี่อยากเรียน และคระนี้มีจุดเด่นอะไร พี่ก็เข้าไปในเวปไซท์ของมหาวิทยาลัยเพือ่ศึกษาข้อมูลของคระวิชา สาขาวิชา อย่างในranking 3อันดับแรก ในสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ อักษร ศิลปกรรม อันได้แก้ จุฬา มธ มศก
พี่ก็มีวิเคราะห์ว่าในกลุ่มวิชาเหล่านี้ มีคณะอะไรบ้าง เช่น จุฬามี เศรษฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ สถาปัตย์กรรม บัญชี รัฐศาสตร์ นิติ ศิลปกรรม ครุ อื่นๆ และมธ มี ศิลปศาสตร์ นิติ บัญชี สังคมวิทยา สังคมสงเคราะห์ ถาปัตย์ ศิลปกรรม อื่นๆ ซึ่งสองมหาวิทยาลัยมีคณะด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญใกล้เคียงกัน มีคณะวิชาที่คล้ายกันส่วนมศกมี อักษร โบราณ มัณฑนศิลป์ จิตรกรรม สถาปัตย์ ศึกษา การจัดการ อื่นๆที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นมัณฑนศิลป์ โบราณคดี รองลงมาก็คืออักษรและสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม มาดูละว่าคราวนี้พี่จะมาเลือกคณะโดยมีขั้นตอนอย่างไร สมมุติว่าพี่อยากจะเลือกคณะ รัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง พี่ก็มาดูว่ามหาวิทยาลัยที่พี่เลือกมา3แห่งจากranking มีที่ไหนเปิดสอนสาขาการปกครอง ก็มี จุฬา และธรรมศาาตร์ ดังนั้นก็มาดูว่าภาควิชาปกครองของสองที่นั้น มีจำนวนอาจารย์เท่าไร จำนวนอาจารย์ที่สำเร็จปริญญาเอกเท่าไร อาจารย์ที่ดำรงค์ตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์เท่าไร อาจารย์มีความเชี่ยวชาญอะไร มีผลงานวิจัยด้านอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายเท่าไร และในหลักสูตร เนื้อหาวิชามีอะไร มีวิชาใดน่าสนใจ สมมุติว่าพี่พบว่า อาจารย์ที่ มธ มีความเชี่ยวชาญด้าน วิพากษ์การเมืองไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ จุฬามีความโดดเด่นด้านทฤษฎีการเมือง เศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยาการเมือง ก็มาเป็นข้อมูลเบื้องต้นว่าทิศทางการศึกษาของเราจะไปในทางไหน อยากเรียนกลุ่มไหน และจะศึกษาความถนัดด้านอะไร เช่นพี่อยากเรียนกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พี่ก็เลือก มธ แต่หากเน้นทฤษฎีการเมืองก็ จุฬา
จากการจัดranking อาจดูเหมือนว่าจะแบ่งระดับหรือเปล่า พี่คิดว่ามันคือfactor หนึ่งที่จะนำมาสู่การพัฒนาระดับอุดมศึกษาบ้านเรา เพื่อกระจายความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น การเรียนที่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เราเรียนได้ตรงกับความถนัดของตนเอง และที่สำคัญจะได้พัฒนาสาขาวิชาให้ตรงกับศักยภาพของแต่ละมหาวิทยาลัย รวมไปถึงแก้ไขจุดบกพร่องของตนให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่ สมศ กำหนด อันจะเป็นการประกันคุณภาพการศึกษาที่มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตอย่างมีคุณภาพ พี่เองเป้นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนเพราะชื่อเสียงมหาวิทยาลัย แต่พี่ดูความถนัดมากกว่า ว่ามหาวิทยาลัยมีความถนัดอะไร พี่จะลองวิเคราะห์ในกลุ่มที่พี่พอมีความรู้ในการประเมินและติดตามข้อมูลมาเป็นตัวอย่างดังนี้
คณะรัฐศาสตร์ อันนี้หากไม่กล่าวถึงจุฬาธรรมศาสตร์ ก็ได้ เพราะสองแห่งนี้เป้นสถาบันที่มีความถนัดทางด้านนี้จริงๆ ทั้งในตัวบุคลากร งานวิจัย สาขาที่จบ ความเชี่ยวชาญ คะแนนนี่พี่รู้สึกว่าเท่ากัน อาจารย์ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกนี่จบมาจากสถาบันทางด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างเครมบริจด์ ลอนดอน สกูล ออฟ อีคอนโนมิค berkeleyหรือ ฮาวาย แต่ความโดดเด่นของงานวิจัยอาจแตกต่างกันบ้าง แต่การปกครองในมธ จะเด่นด้านการเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนจุฬาจะเด่นเศรษฐศาสตร์การเมือง กับสังคมวิทยาการเมืองและทฤษฎีการเมือง นโยบายสาธารณะ เลยบอกได้เลยว่ากินกันไม่ลง แต่ที่ไม่เหมือนคือจุฬามีภาควิชาสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ซึ่งมธ แยกเป็นคณะของตนเอง จึงเปรียบได้ว่าจุฬาได้สอนสังคมวิทยา มานุษยวิทยาควบคู่กับด้านรัฐศาสตร์ในภาคนี้
คณะเศรษฐศาสตร์ บัญชี ถือว่าใกล้เคียงกันมาก ส่วนนิติศาสตร์ ก็ใกล้เคียงกัน แต่จะโดดเด่นกันคนละด้าน จุฬาเด่นกฎหมายเอกชน สิทธิบัตร ธรรมศาสตร์เด่นกฏหมายมหาชน สิทธิมานุษยชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาความส่วนกฎหมายระหว่างประเทศนี่ใกล้เคียงกัน
อักษรศาสตร์ศิลปศาสตร์อันนี้คงต้องยกให้จุฬาเลย ซึ่งมีความถนัดในกลุ่มวิชาภาษาตะวันตก เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย ประวัติอื่นๆ เรียกได้ว่าเกือบทุกภาค โดยเฉพาะทางด้านวรรณคดี ภาษาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงด้านคติชนและวรรณคดี ส่วนมธ เด่นภาษาตะวันออก อย่างญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ รัสเซีย แต่จะลืมอักษรและโบราณ มหาวิทยาลัยศิลปากรทั้งภาคภาษาตะวันตกและตะวันออกไม่ได้ ภาษาตะวันตกในคณะโบราณจะเน้นภาษาเพื่อการอาชีพ มัคคุเทศก์ และการแปล ซึ่งสาขาฝรั่งเศสและอังกฤษจะมุ่งเน้นการฝึกทักษะรวบด้านอีกทั้งยังมีปรมาจารย์หลายท่านที่มีชื่อเสียง ในด้านการแปล จารึกภาษาตะวันออก ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงวิชาด้านโบราณดคี ประวัติศาาสตร์ศิลปะซึ่งถือว่ามีที่เดียวในประเทศไทย และรวมคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านนี้จริงไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร
สายศิลปกรรมอันนี้ก็คงต้องเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งคณะจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ที่ซึ่งเน้นด้านการฝึกหัดฝีมือและสาขาจิตรกรรมไทยและสากล รวมไปถึงด้านทัศนศิลป์ อีกทั้งยังมีคณะมัณฑนศิลป์ที่มีความถนัดด้านการออกแบบ โดยเฉพาะสาขาออกแบบภายใน ประยุต์ศิลป์ นิเทศ product ส่วนคณะสถาปัตยกรรมก็จะเป็นจุฬา ในด้านสถาปัตยกรรม อุตสาหกรรมศิลป์ ผังเมืองส่วนศิลปากรจะเด่นเทคนิคสถาปัตยกรรมไทย และประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ในมธ ก็ผังเมืองและชุมชน
นี่คือตัวอย่างข้อมูลเบื้องต้น หากต้องการศึกษารายละเอียดคงต้องลองศึกษาข้อมูลเอกสาร ข้อมูลเวปไซต์ จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกคณะในอนาคต เลือกได้ตรงใจ มีเป้าหมาย และเข้าใจโครงสร้างตลาดแรงงาน
หากใครมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยที่ตนเองศึกษาอยู่กรุณาเพิ่มเติมไว้ได้ในกระทู้ จะเป็นประโยชน์มากแก่น้องๆ และบทความดังกล่าวมิได้มีเจตนาเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยอื่น หรือสร้างความขัดแย้งใดๆ เพียงแค่นำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริง เพื่อเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเลือกคณะ โดยส่วนตัวไม่ได้มีอคติใดใด แต่อยากเสนอแนวทางเลือกด้านหนึ่งเท่านั้น
นิตยสารไทม์ในส่วนของ Higher Education Supplement ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก จากการพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบด้วย การสุ่มตัวอย่างคณาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วโลก คิดเป็นน้ำหนัก ๕๐% X ส่วนของอาจารย์ชาวต่างประเทศ ๕% จำนวนนิสิตนักศึกษาต่างชาติ ๕% X ส่วนของอาจารย์ต่อนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ๒๐% และผลงานวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่อ้างอิงในวารสารทางวิชาการนานาชาติ ๒๐%
อันนี้คือ List ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ข้อมูล ณ ปีการศึกษา 2548 ซึ่งข้อมูลนี้ NUS : National University of Singapore ใช้พิจารณายอมรับคุณวุฒิและรับพิจารณาให้เข้าศึกษาต่อในระดับ Postgraduate มีดังนี้
ประเภทรวมทุกด้าน (Overall Multi-disciplinary) มีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์ 32 มหาวิทยาลัย (จากที่เปิดกันดาษดื่นกว่าร้อยมหาลัย) ยังดีที่มหาวิทยาลัยปิดของรัฐของเราผ่านเกณฑ์ทุกที่ มีคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้
1. Chulalongkorn University 67.82
2. Mahidol University 67.47
3. Thammasat University 65.93
4. Chiang Mai University 65.81
5. Kasetsart University (all campus) 64.59
6. Prince of Songkla University 64.20
7. King Mongkut Institute of Technology Lad Krabang 63.14
8. Khon Khaen University 62.68
9. Srinakarinwiroj University 61.76
10. King Mongkut University of Technology Thonburi 60.86
11. Assumption University 59.73
12. Silpakorn University 58.05
13. King Mongkut Institute of Technology North Bangkok 57.67
14. Mahidol International College 57.38
15. Naresuan University 57.23
16. National Institute of Development and Administration : NIDA 56.80
17. Suranaree University of Technology 56.46
18. Bangkok University (International College) 55.82
19. Rajamangaka Institute of Technology (Only Main Campus and Campus in Bangkok) 55.19
20. University of the Thai Chamber of Commerce (Only Business Fields) 54.81
21. Mahanakorn University of Technology 54.70
22. Rangsit University 54.27
23. Burapha University 54.14
24. Walailak University 54.08
25. Bangkok University 53.41
26. Mahadsarakham University 53.12
27. Dhurakitbandhid University 53.00
28. Ubon rajathanee University 52.45
29. Maejo University 51.51
30. Sripathum University 51.33
31. Maefaluang University 51.28
32. Thaksin University 51.15
ประเภทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ บริหารธุรกิจ การจัดการ และเศรษฐศาสตร์ (Humanity and Social Science Rangking) มีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์ 24 มหาวิทยาลัย มีคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้
1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 69.81
2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 69.78
3. มหาวิทยาลัยศิลปากร 67.59
4. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 66.83
5. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 66.77
6. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 65.58
7. สถาบันบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 64.42
8. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 62.39
9. มหาวิทยาลัยมหิดล 61.88
10. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 61.11
11. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 60.20
12. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 60.16
13. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล 59.05
14. มหาวิทยาลัยนเรศวร 59.82
15. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 57.62
16. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 57.00
17. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 56.90
18. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 56.39
19. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต 55.74
20. มหาวิทยาลัยบูรพา 55.03
21. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ 54.51
22. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 53.47
23. มหาวิทยาลัยทักษิณ 53.38
24. มหาวิทยาลัยรังสิต 52.16
ประเภทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ (Science and Technology Ranking) มีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์ 19 มหาวิทยาลัย มีคะแนนเรียงตามลำดับดังนี้
1. Mahidol University 67.04
2. Chulalongkorn University 65.95
3. Chiang Mai University 65.26
4. Prine of Songkla University 62.63
5. Kasetsart University (all campus) 61.42
6. King Mongkut Institute of Technology Lad Krabang 61.01
7. King Mongkut University of Technology Thonburi 59.79
8. Sirindhorn International Institute of Technology of Thammasat University 58.58
9. Srinakarinwiroj University 55.26
10. Khon Khaen University 54.94
11. King Mongkut Institute of Technology North Bangkok 53.80
12. Asian Institute of Technology : AIT 53.75
13. Thammasat University 53.01
14. Suranaree University of Technology 52.97
15. NaresuanUniversity 52.84
16. Walailuk University 52.20
17. Rajamangala Institute of Technology (Main Campus and Bangkok Technical Campus) 50.18
18. Mahanakorn University of Technology 50.11
19. Rangsit University 50.07
พอมาดูก็พอที่จะยอมรับได้พอสมควร ถึงแม้อาจจะมีข้อแตกต่างกับของสกอ อยู่บ้างแต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก เพระาเกณฑ์การให้นำหนักมีความใกล้เคียงกัน พอคราวนี้พี่ก็ดีใจว่าอย่างมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดอย่าง สงขลานครินทร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น ติดระดับยูท๊อปของเมืองไทย ตรงนี้คงไม่เกี่ยวกับคะแนนสูงตำที่เราเลือกๆกันจากระบบแอดมิชชันส์ ที่เรามักคิดว่ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ต้องมีระบบการสอนที่ดีกว่า เพราะตัวพี่เองมีญาติที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยบอกได้เลยว่า มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดมีอาจารย์ที่ได้รับทุนพัฒนาทางด้านงานวิจัยในสัดส่วนค่อนข้างมาก ในด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และอื่นๆ จึงกล้าการันตีคุณภาพการศึกษาไม่แพ้กรุงเทพแน่นอน แต่เด็กรุ่นหลังๆเห็นเลือกคณะและมหาวิทยาลัยแบบกระจุดตัว พี่กลับคิดว่าตรงนี้เป็นผลเสียในระบบการศึกษา เพระาเรารวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางเพียงอย่างเดียวซึ่งไม่ถูกต้อง เราควรดูทรัพยากร ความถนัดและสาขาวิชา ของมหาวิทยาลัยที่เราจะเลือกเรียนโดยการใช้เกณฑ์เหล่านี้มาเทียบเคียงจะได้เลือกได้อย่างเหมาะสม แต่นี่คือข้อมูลเพียงเบื้องต้น เราต้องเข้าเวปไซต์ชมข้อมูลของแต่ละมหาวิทยาลัย เพำอดูผลงานอาจารย์ งานวิจัย ความเชี่ยวชาญ หลักสูตร จำนวนบุคลากร มันมีจุดเด่นที่ต่างกัน หากเราเรียนในระดับปริญญาตรี ก็คงไม่จำเป็นมากนักที่จะดูรายละเอียดลึกซึ้งมากมาย เพระาการเรียนระดับนี้ยังคงเป็นการปูพื้นฐานสาขาอาชีพ แต่ในมุมมองของพี่(เพียงคนเดียวนะครับไม่เกี่ยวกับคนอื่นๆ ) พี่จะขอชี้แจงอย่างนี้ว่า หากเราจะเรียนจบเพื่อทำงานเลยพี่คิดว่าแต่ละสถาบันไม่ค่อยต่างกันมากนัก เลือกที่ไหนก็ได้เอาตามสะดวก หรือตามความเหมาะสมเลย เพราะส่วนใหญ่การเรียนในระดับปริญญาตรีมักจะเรียนนในเชิงกว้างๆ หลากหลายในสาขาอาชีพนั้นๆ ยังไม่ถึงระดับเข้มข้น เจาะลึก หรือเอาแบบเชี่ยวชาญ แต่ถ้าอยากเรียนเพือ่ศึกษาต่อระดับสูง มหาวิทยาลัยรัฐจะมีจุดเด่นเพระาจะปูพื้นฐานและเพิ่มเติมเทคนิคงานวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนในระดับต่อไป หรือการต่อยอดนั่นเอง อย่างราชมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏนี่พี่คิดว่าเค้ามีจุดเด่นด้านภาคปฏิบัติ งานภาคสนาม หรือระดับofficer ปฎิบัติการ เพราะสถาบันจะมุ่งเน้นให้บัณฑิตทำเป็น โดยมีหลักสูตรการฝึกงานที่เข้มข้นนอกเหนือตำราเรียน หรือถ้าหากใครมุ่งเน้นที่จะเรียนทางด้านเทคโนโลยีเน้นงานในภาคอุตสาหกรรม ก็ควรเป็นสถาบันเทคโนโลยีkmu หรือตระกูลพระจอมเกล้านั่นเอง และสถาบันเทคโนโลยีต่างๆ อันนี้เราก็ควรไปดูความโดดเด่นของหลักสูตร ความเฉพาะทางและงานที่ได้รับรางวัล ช่ยวิศวะคอมประยุกต์พี่คงยกให้พระจอมเกล้าธนบุรี หากเป็นไฟฟ้าคงยกให้ลาดกระบัง หรือหุ่นยนต์คงเป็นพระครเหนือ และสถาบันเทคโนโยโลยีไทย-ญี่ปุ่น คอมพิวเตอร์จุฬา เกษตร บางมด เทคโนโลยีเกษตรและชีวภาพ คงเป็นเกษตร และคลองหก ประมาณนี้ เราก็จะหมดปัญหาเรียนแบบไร้ทิศทางและตามเทรนโดยสิ้นเชิง ก่อนอื่นเราก็ต้องรู้ตัวก่อนว่าเราจะเลือกเรียนอะไร สาขาวิชาไหนและพยายามดูข้อมูลของสาขานั้นๆในแต่ละมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน และลองกำหนดดูว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร จะประกอบวิชาชีพอะไร เพือ่จะได้เลือกได้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษามีทุนพัฒนาบุคลากรของ สำนักงาน กพ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพือ่ให้อาจารย์ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองหรือเพือ่ศึกษาต่อ รวมถึงทุนทำวิจัยของ สกว และอื่นๆ จึงเชื่อได้ว่าโอกาสข้างหน้าความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยไทยจะมีมากกว่านี้และอยู่ในมาตราฐานที่ไม่ต่างกัน มีการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่าสถาบัน และมหาวิทยาลัยเอกชนก็มีทุนในลักษณะเช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ในการสอนเพือ่ตลาดแรงงาน พี่คิดว่า มหาวิทยาลัยเอกชนมีระบบการสอนเพื่อตอบป้อนแรงงานได้ตรงที่สุด และมีความถนัดในการผลิตบัณฑิตในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านบริหาร
เทคนิคที่พี่อยากจะแนะนำในระดับปริญญาที่สูงกว่า ปริญญาตรี นี่แหละสำคัญ เราจะต้องดูสาขาที่เราเรียนว่าเราจะเรียนอะไร จะประกอบอาชีพอะไร หากเป็นนักวิชาการพี่แนะนำให้เรียนมหาวิทยาลัยรัฐ เพระาจะเน้นด้านการทำวิจัยของบัณฑิตศึกษา หรือหากไปด้านอุตสาหกรรมก็ควรเลือกสาขาที่มีหลักสูตรที่เหมาะกับงานทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน และประกอบกับประสบการณ์วิชาชีพที่เราทำงานอยู่ กับหลักสูตร อันนี้มหาวิทยาลัยจะมีจุดเด่นและหลักสูตรที่ต่างกันออกไป
คราวนี้ก็ลองมาวิเคราะห์ว่าจะเลือกเรียนอย่างไร หรือมีหลักเกณฑ์ดูอย่างไร จึงจะเลือกคณะวิชา และสาขาวิชาได้โดนใจที่สุด เหมาะกับตัวเราเอง เกณฑ์ของพี่นั้นไม่มีอะไรมาก พี่ดูความสามารถของเราก่อนว่าอยู่ในระดับใด หากเลือกมหาวิทยาลัยรัฐ ก็ต้องแข่งขันกับผู้อื่นจำนวนมาก เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัด เราก็ต้องดูความสามารถทางวิชาการว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ศักยภาพตนเองอยู่ในระดับใด แข่งขันได้มากน้อยหรือไม่
ก็ลองมาดูว่าสาขาที่เราจะเรียนมีมหาวิทยาลัยไหนเปิดสอน ระดับคะแนนเป็นอย่างไร จำนวนผู้สมัครเท่าไร มีความเบี่ยงเบนมากน้อยแค่ไหน เกณฑ์การรับมีอะไร มีสถิติที่น่าสนใจอะไรบ้าง และดูว่าความสามารถของเรามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะสอบเข้าได้เมือ่เทียบกับคนอื่นๆ
แต่ที่พูดอย่างนี้มิได้หมายความว่าพี่จะบอกว่าคนที่เรียนไม่เก่งจะไม่มีสิทธิ หรือคนที่ขาดโอกาสจะไม่มีทางสอบได้อย่างที่ตนเองปรารถนา อันนี้เราต้องวางเป้าหมายมาพอสมควรเช่น หากเรารู้ว่าเราจะเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงชีวิต มปลาย เราก็พยายามที่จะตั้งใจเรียนมากขึ้นกว่า ม ต้น มีอยู่คนหนึ่งที่เรียน ม ต้น เค้าได้ประมาณเกรด 2.2 แต่พอม ปลายได้เกรดเฉลี่ย 3.2 เพราะเค้าวางเป้าหมายว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ติดในสาขานี้
อันนี้คอการสร้างแรงจูงใจและเป้าหมายไว้ เพื่อเป็นทิศทางกำหนดตัวเราเอง สุดท้ายก็สอบติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสาขาที่ตนเองอยากเรียนได้ตามประสงค์ อันนี้เป็นสิ่งที่ดี มันจะเป็นแรงกระตุ้น ให้เราพัฒนาตนเอง จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับไอคิวเพียงอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและเตรียมตัวเพื่ออนาคต ซึ่งความรู้มันมีโอกาสเพิ่มพูนได้เสมอถ้าไม่หยุดนิ่ง
บริหารเวลา ข้อสอบ และฝึกฝนได้อย่างพอเพียง และจุดอ่อน ณ ตอนนั้นเราต้องรีบหาให้พอ เช่น ไม่เก่งภาษา ไม่เก่งคำนวน เราจะได้จัดการว่า เราจะรักษาระดับของตนเองได้อย่างไร คือเตรียมตัวมากขึ้น หรือใช้วิชาอื่นๆมาช่วงดึงวิชาที่เราไม่ถนัดและเทคนิคอื่นๆ ที่เราคิดว่าเหมาะสม เท่านี้เราก็จะไม่พลาดการสอบอย่างแน่นอน พิเศษก็คือฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ เพระาจะได้ฝึกใช้เวลาและมีหลักการคิดหลายแบบโดยเฉพาะวิชาที่ยาก ที่สำคัญอย่าเน้นท่องจำไปสอบ เพราะจากประสบการณ์คนที่เรียนเพียงเพื่อท่องจำได้ ถึงแม้จะได้เกรดเฉลี่ยดี แต่มักสอบไม่ติด ควรฝึกคิดหลายๆทาง อย่างเช่นหาคำตอบแบบอาศัยการตัดชอยส์ และวิเคราะห์หาคำตอบตามโจทย์ และให้เหตุผลว่าทำไมถึงเลือกข้อนี้ และไม่เลือกข้ออื่น มันจะได้โยงความสัมพันธ์ได้ การท่องจำมันจะเป็นพื้นฐานแต่หากเราขาดความเข้าใจ และคิดรอบด้านก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาโจทย์เหล่านั้นได้
ส่วนการเลือกคณะวิชา สาขาวิชา อันนี้ลองเอาทริปพี่ไปใช้ดูเผื่อจะเป็นประโยชน์ แต่เทคนิกการเลือกของพี่อาจทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ อันนี้ต้องขอโทษนะครับ ขอไว้เป็นทางเลือกหนึ่งละกัน พี่จะดูอย่างนี้ เช่นหากมีranking พี่ก็จะมาดูว่ามหาวิทยาลัยไหนโดดเด่นสาขาอะไร ซึ่งจริงๆในระดับภาพรวมพี่ไม่ได้เน้นอะไรมากมาย แต่ก็แค่ดุว่าอยู่ในระดับใด เช่ยน ดี ดีมาก หรือพอใช้ พี่ดูความเชี่ยวชาญมากกว่า วิธีการของพี่อาจจะเหมาะกับคนที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาโทมากกว่า แต่น้องๆก็พอนะไปประยุกต์ใช้ได้ พี่อยู่ในแวดวงสาขา สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ อักษร ก็จะดูว่ามหาวิทยาลัยใดบ้างที่มีความถนัดและโดดเด่นสาขาเหล่านี้ และก็ดูขีดความสามารถของตนเองว่ามีโอกาสจะแข่งขันได้หรือไม่ พอดประเมินตนเองได้แล้วว่าแข่งขันได้พี่มีความสามารถพอที่จะแข่งขันได้ก็ลองมาดูว่า มหาวิทยาลัยไหนบ้างที่เปิดสอนสาขาที่พี่อยากเรียน และคระนี้มีจุดเด่นอะไร พี่ก็เข้าไปในเวปไซท์ของมหาวิทยาลัยเพือ่ศึกษาข้อมูลของคระวิชา สาขาวิชา อย่างในranking 3อันดับแรก ในสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ อักษร ศิลปกรรม อันได้แก้ จุฬา มธ มศก
พี่ก็มีวิเคราะห์ว่าในกลุ่มวิชาเหล่านี้ มีคณะอะไรบ้าง เช่น จุฬามี เศรษฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ สถาปัตย์กรรม บัญชี รัฐศาสตร์ นิติ ศิลปกรรม ครุ อื่นๆ และมธ มี ศิลปศาสตร์ นิติ บัญชี สังคมวิทยา สังคมสงเคราะห์ ถาปัตย์ ศิลปกรรม อื่นๆ ซึ่งสองมหาวิทยาลัยมีคณะด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญใกล้เคียงกัน มีคณะวิชาที่คล้ายกันส่วนมศกมี อักษร โบราณ มัณฑนศิลป์ จิตรกรรม สถาปัตย์ ศึกษา การจัดการ อื่นๆที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นมัณฑนศิลป์ โบราณคดี รองลงมาก็คืออักษรและสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม มาดูละว่าคราวนี้พี่จะมาเลือกคณะโดยมีขั้นตอนอย่างไร สมมุติว่าพี่อยากจะเลือกคณะ รัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง พี่ก็มาดูว่ามหาวิทยาลัยที่พี่เลือกมา3แห่งจากranking มีที่ไหนเปิดสอนสาขาการปกครอง ก็มี จุฬา และธรรมศาาตร์ ดังนั้นก็มาดูว่าภาควิชาปกครองของสองที่นั้น มีจำนวนอาจารย์เท่าไร จำนวนอาจารย์ที่สำเร็จปริญญาเอกเท่าไร อาจารย์ที่ดำรงค์ตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์เท่าไร อาจารย์มีความเชี่ยวชาญอะไร มีผลงานวิจัยด้านอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายเท่าไร และในหลักสูตร เนื้อหาวิชามีอะไร มีวิชาใดน่าสนใจ สมมุติว่าพี่พบว่า อาจารย์ที่ มธ มีความเชี่ยวชาญด้าน วิพากษ์การเมืองไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ จุฬามีความโดดเด่นด้านทฤษฎีการเมือง เศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยาการเมือง ก็มาเป็นข้อมูลเบื้องต้นว่าทิศทางการศึกษาของเราจะไปในทางไหน อยากเรียนกลุ่มไหน และจะศึกษาความถนัดด้านอะไร เช่นพี่อยากเรียนกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พี่ก็เลือก มธ แต่หากเน้นทฤษฎีการเมืองก็ จุฬา
จากการจัดranking อาจดูเหมือนว่าจะแบ่งระดับหรือเปล่า พี่คิดว่ามันคือfactor หนึ่งที่จะนำมาสู่การพัฒนาระดับอุดมศึกษาบ้านเรา เพื่อกระจายความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น การเรียนที่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เราเรียนได้ตรงกับความถนัดของตนเอง และที่สำคัญจะได้พัฒนาสาขาวิชาให้ตรงกับศักยภาพของแต่ละมหาวิทยาลัย รวมไปถึงแก้ไขจุดบกพร่องของตนให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่ สมศ กำหนด อันจะเป็นการประกันคุณภาพการศึกษาที่มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตอย่างมีคุณภาพ พี่เองเป้นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนเพราะชื่อเสียงมหาวิทยาลัย แต่พี่ดูความถนัดมากกว่า ว่ามหาวิทยาลัยมีความถนัดอะไร พี่จะลองวิเคราะห์ในกลุ่มที่พี่พอมีความรู้ในการประเมินและติดตามข้อมูลมาเป็นตัวอย่างดังนี้
คณะรัฐศาสตร์ อันนี้หากไม่กล่าวถึงจุฬาธรรมศาสตร์ ก็ได้ เพราะสองแห่งนี้เป้นสถาบันที่มีความถนัดทางด้านนี้จริงๆ ทั้งในตัวบุคลากร งานวิจัย สาขาที่จบ ความเชี่ยวชาญ คะแนนนี่พี่รู้สึกว่าเท่ากัน อาจารย์ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกนี่จบมาจากสถาบันทางด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างเครมบริจด์ ลอนดอน สกูล ออฟ อีคอนโนมิค berkeleyหรือ ฮาวาย แต่ความโดดเด่นของงานวิจัยอาจแตกต่างกันบ้าง แต่การปกครองในมธ จะเด่นด้านการเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนจุฬาจะเด่นเศรษฐศาสตร์การเมือง กับสังคมวิทยาการเมืองและทฤษฎีการเมือง นโยบายสาธารณะ เลยบอกได้เลยว่ากินกันไม่ลง แต่ที่ไม่เหมือนคือจุฬามีภาควิชาสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ซึ่งมธ แยกเป็นคณะของตนเอง จึงเปรียบได้ว่าจุฬาได้สอนสังคมวิทยา มานุษยวิทยาควบคู่กับด้านรัฐศาสตร์ในภาคนี้
คณะเศรษฐศาสตร์ บัญชี ถือว่าใกล้เคียงกันมาก ส่วนนิติศาสตร์ ก็ใกล้เคียงกัน แต่จะโดดเด่นกันคนละด้าน จุฬาเด่นกฎหมายเอกชน สิทธิบัตร ธรรมศาสตร์เด่นกฏหมายมหาชน สิทธิมานุษยชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาความส่วนกฎหมายระหว่างประเทศนี่ใกล้เคียงกัน
อักษรศาสตร์ศิลปศาสตร์อันนี้คงต้องยกให้จุฬาเลย ซึ่งมีความถนัดในกลุ่มวิชาภาษาตะวันตก เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย ประวัติอื่นๆ เรียกได้ว่าเกือบทุกภาค โดยเฉพาะทางด้านวรรณคดี ภาษาศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงด้านคติชนและวรรณคดี ส่วนมธ เด่นภาษาตะวันออก อย่างญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ภาษาอังกฤษ รัสเซีย แต่จะลืมอักษรและโบราณ มหาวิทยาลัยศิลปากรทั้งภาคภาษาตะวันตกและตะวันออกไม่ได้ ภาษาตะวันตกในคณะโบราณจะเน้นภาษาเพื่อการอาชีพ มัคคุเทศก์ และการแปล ซึ่งสาขาฝรั่งเศสและอังกฤษจะมุ่งเน้นการฝึกทักษะรวบด้านอีกทั้งยังมีปรมาจารย์หลายท่านที่มีชื่อเสียง ในด้านการแปล จารึกภาษาตะวันออก ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงวิชาด้านโบราณดคี ประวัติศาาสตร์ศิลปะซึ่งถือว่ามีที่เดียวในประเทศไทย และรวมคณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านนี้จริงไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร
สายศิลปกรรมอันนี้ก็คงต้องเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งคณะจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ที่ซึ่งเน้นด้านการฝึกหัดฝีมือและสาขาจิตรกรรมไทยและสากล รวมไปถึงด้านทัศนศิลป์ อีกทั้งยังมีคณะมัณฑนศิลป์ที่มีความถนัดด้านการออกแบบ โดยเฉพาะสาขาออกแบบภายใน ประยุต์ศิลป์ นิเทศ product ส่วนคณะสถาปัตยกรรมก็จะเป็นจุฬา ในด้านสถาปัตยกรรม อุตสาหกรรมศิลป์ ผังเมืองส่วนศิลปากรจะเด่นเทคนิคสถาปัตยกรรมไทย และประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ในมธ ก็ผังเมืองและชุมชน
นี่คือตัวอย่างข้อมูลเบื้องต้น หากต้องการศึกษารายละเอียดคงต้องลองศึกษาข้อมูลเอกสาร ข้อมูลเวปไซต์ จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกคณะในอนาคต เลือกได้ตรงใจ มีเป้าหมาย และเข้าใจโครงสร้างตลาดแรงงาน
หากใครมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยที่ตนเองศึกษาอยู่กรุณาเพิ่มเติมไว้ได้ในกระทู้ จะเป็นประโยชน์มากแก่น้องๆ และบทความดังกล่าวมิได้มีเจตนาเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยอื่น หรือสร้างความขัดแย้งใดๆ เพียงแค่นำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริง เพื่อเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเลือกคณะ โดยส่วนตัวไม่ได้มีอคติใดใด แต่อยากเสนอแนวทางเลือกด้านหนึ่งเท่านั้น
การเขียนรายงานวิชาการ
Cybertools for Research:
การเขียนรายงานวิชาการ
โดย ประดิษฐา ศิริพันธ์
ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี
Technical communications
or technical writing
the term “technical” refers to knowledge that is more of experts or specialists. Whatever your major is, you are developing an expertise -- you are becoming specialist in a particular technical area. And what you write or say about your field, you are engaged in technical communications.
uTechnical communications is the delivery of technical information to readers/audience in a manner that is adapted to their needs, levels of understanding and educational background. The ability to translate technical information to nonspecialists is a key skill to any technical communicator.
การวางแผนก่อนทำวิทยานิพนธ์
กำหนดหัวข้อเรื่อง (Topic) ควรกำหนดให้แคบไว้ก่อน ไม่ควรหลากหลายเกินไป
อาจารย์ที่ปรึกษา
สำรวจวรรณกรรม (Literature survey)
ร่างสังเขปข้อ (Outline)
uเขียนโครงร่างข้อเสนอวิทยานิพนธ์(Proposal)
สังเขปข้อ (An Outline)
1. บทนำ
2. เนื้อเรื่อง
2.1 หัวข้อย่อยที่ 1
2.2 หัวข้อย่อยที่ 2
2.3 หัวข้อย่อยที่ 3
2.4 ……..
3. ข้ออภิปราย
4. บทสรุปและข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป
บทนำและบทลงท้าย (Introduction and Conclusion)
uบทนำ มีความสำคัญมากเพราะผู้เขียนจะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้โดยชี้แจงขอบเขตเนื้อหาวิชา วัตถุประสงค์ การใช้ภาษาต้องถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้คำศัพท์ที่ใช้สื่อความหมายตรงกับเนื้อเรื่อง วิธีเขียนบทนำง่ายๆคือการยึดตามสังเขปข้อ และจะใช้เนื้อหาในบทนำสำหรับอ่านทวนว่าบทความได้ครอบคลุมทุกประเด็นที่ต้องการเสนอให้ผู้อ่านทราบแล้วหรือไม่
บทลงท้าย คือการสรุปเรื่องที่เสนอทั้งหมด ผู้เขียนส่วนใหญ่จะเสนอหัวข้อสำหรับการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง หรืออาจตั้งคำถามเพื่อจุดให้ผู้อ่านแสดงความเห็น วิจารณ์ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการและนักวิจัย และจะชวนให้ผู้เขียนคนอื่นๆเขียนบทความโต้ตอบในเชิงสร้างสรรค์วิชาการต่อไป
เนื้อเรื่อง (Body)และการอ้างอิง
uกรณีที่บรรยายและมีการอ้างอิงทฤษฎี หรือข้อความจากบทความของผู้อื่น
“…………………………………………………………………………………………...” (หมายเลขสำหรับอ้างอิง หรืออ้างชื่อผู้แต่ง, ปีบทความ)
ตัวอย่าง 1) หรือ Larkin, 1981
ข้อความที่แสดงความคิดของผู้เขียน………………………………………………………………………………………………………………………...
เชิงอรรถ พิมพ์ที่ตอนล่างของหน้าที่อ้างอิง จากลำดับที่ 1-2-3 สำหรับแต่ละหน้า
uหรือรวมไว้ตอนท้ายแต่ละบท
บรรณานุกรม การอ้างอิง เชิงอรรถ
บรรณานุกรม การอ้างอิง (Bibliographic references/citation)หมายถึงรายชื่อหนังสือ บทความวารสาร และรายงานการประชุมที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าเพื่อใช้ประกอบการเขียน และพิมพ์ไว้ท้ายบทความ ต่อจากบทลงท้าย บรรณานุกรมจะมีข้อความอธิบายสั้นๆด้วยก็ได้
uเชิงอรรถ (Footnotes) คือการอ้างอิงข้อความบางตอนที่คัดลอกจากหนังสือและบทความ อาจเลือกเฉพาะย่อหน้าหนึ่ง ข้อความเพียง 2-3 บรรทัด คำพูดของนักวิชาการคนใดคนหนึ่ง หรือศัพท์วิชาการที่มีผู้บัญญัติไว้ เชิงอรรถอาจเป็นข้อความที่อธิบายเพิ่มเพื่อช่วยให้อ่านเข้าใจดีขึ้น พิมพ์ไว้ในหน้าที่อ้างอิง หรือท้ายบทแต่ละบท มีเลขกำกับท้ายข้อความที่อ้าง และโยงไปที่เชิงอรรถ
uตัวอย่าง การลงรายการบรรณานุกรม
uAmerican National Standard Institute. American National Standard of Writing Abstracts. ANSI Z39.14-1979.
Books
Cleveland and Cleveland. Introduction to Indexing and abstracting. 2nd Ed. Colorado: Libraries Unlimited, 1990.
Cunningham, Ann Marie, and Wendy Wicks. Three views of the Internet. Philadelphia: The National Federation of Abstracting and Information Services, 1993.
Journals
Wiley, Deborah Lynne.”Can the traditional abstracting and indexing services survive? Database 17. December,1994. P. 18-24.
ตัวอย่างที่ 1 (เชิงอรรถ) หนังสือ
…..(5)
(5) L.R. Rabiner and B.H. Juang. Fundamentals of Speech Regognition. Prentice-Hall, Englewood Cliffs, NJ, 1993.
ชื่อผู้แต่ง อักษรย่อชื่อต้น ชื่อกลาง (ถ้ามี) 2 คน ใส่ and ก่อนชื่อคนสุดท้าย ชื่อเรื่อง. ชื่อสำนักพิมพ์, ชื่อเมือง, ชื่อรัฐ (ถ้ามี), ปีที่พิมพ์.
uผู้แต่งคนไทย ใช้ชื่อเต็ม ชื่อตามด้วยนามสกุลเสมอ
สำหรับการอ้างอิงทุกรูปแบบและทุกภาษา
ตัวอย่างที่ 2 (เชิงอรรถ) บทความจากวารสาร
…(6)
(6) S. Habinc and P. Sinander. Using VHDL for Board Level Simulation. IEEE Design and Test of Computers, 13:66-77, September 1996.
ชื่อผู้แต่ง อักษรย่อชื่อตัว นามสกุล. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(ตัวเอียง),ปีที่(Volume): หน้าที่-หน้าที่, เดือน ปี.
ชื่อผู้แต่งต่างประเทศเขียนชื่อต้นเป็นชื่อเต็มก็ได้
ตัวอย่างที่ 3 (เชิงอรรถ) วารสารฉบับพิเศษ
…………(1)
(1) A.Dollas and N.Kanopoulos. Reducing the Time to Market Through
Rapid Prototypeing. IEEE Computer: introduction to the special issue on
“Rapid Prototyping of Microelectronic Systems”. pages 14-15, February
1995.
ชื่อผู้แต่ง อักษรย่อชื่อตัว ตามด้วยนามสกุล มากกว่า 2 คน คั่นด้วย , and
ชื่อผู้แต่งคนสุดท้าย. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(พิมพ์ตัวเอียง) “ชื่อ Special issue” (ในเครื่องหมายคำพูด ตัวเอียง). หน้าที่อ้างอิง, เดือน ปี.
ตัวอย่างที่ 4 (เชิงอรรถ) วารสารการประชุม
…(3)
(3) J.W. Picone. Signal Modeling Techniques in Speech Recognition.
Proceedings of the IEEE, 81(9): 1215-1247, 1993.
uสมาคมวิชาชีพมีการประชุมปีละหลายครั้งและพิมพ์รายงานในลักษณะเดียวกับวารสาร อ้างอิงดังนี้:
ชื่อผู้แต่ง. ชื่อบทความที่เสนอในการประชุม. ชื่อวารสารการประชุม, ปีที่(เล่ม หรือฉบับที่): หน้าที่-หน้าที่, ปีที่พิมพ์.
ตัวอย่างที่ 5 (เชิงอรรถ) รายงานการประชุม
…(2)
(2) M. Borgatti, R. Rambaldi. G. Gori, and R. Guerrieri. A Smoothly
Upgradable Approach to Virtual Emulation of HW/SW Systems. In 7th
IEEE International Symposium on Rapid System Prototyping, June
1996.
ชื่อผู้แต่ง. ชื่อบทความ. (จาก) ชื่อการประชุม เมือง,รัฐที่ประชุม(ถ้ามี), เดือน ปี.
ปัญหาที่มักจะเกิดในการเขียนบรรณานุกรมและเชิงอรรถ
ไม่ทราบว่าส่วนใดเป็นชื่อ นามสกุล
ไม่ทราบว่าจะเลือกชื่อใดเป็นชื่อบทความ ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ
วารสารแต่ละฉบับมีข้อกำหนดการลงรายการบรรณานุกรมและเชิงอรรถไม่เหมือนกัน
รายละเอียด รูปแบบและเนื้อหาที่วารสารแต่ละฉบับเสนอแตกต่างกัน บางครั้งละเอียดมาก บางครั้งสั้นมากและบางครั้งผิดพลาด ทำให้ไม่สามารถสืบค้นแหล่งสารสนเทศที่อ้างอิงได้
ทำข้อมูลหาย จำได้บางส่วน
การอ้างอิงในวารสารอิเล็กทรอนิกส์
1. อ้างอิงเฉพาะบทความ
2. อ้างอิงถึงบทความวารสารของสำนักพิมพ์เดียวกันที่อยู่
ในฐานข้อมูลบรรณานุกรมOn-line เช่น PubMed
3. อ้างอิงและแสดงบทความฉบับเต็ม
4. ลิขสิทธิ์
การเขียนบทคัดย่อ (Writing an abstract)
uประโยคที่ 1 บรรยายว่าบทความเรื่องอะไร คำศัพท์ที่ใช้ควรสื่อความหมายของเนื้อเรื่องและสามารถใช้เป็นคำสำคัญในการสืบค้น
uประโยคที่ 2 ชี้ให้ผู้อ่านตัดสินใจได้ว่าควรอ่านบทความฉบับเต็มหรือไม่ ระบุประเด็นสำคัญที่บทความเสนอ ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด บอกเพียงว่าบทความเป็นรายงานการสำรวจ การวิจัย การทดลอง
ประโยคสุดท้าย แสดงผลการวิจัย
บทคัดย่อ พิมพ์ไว้ที่หน้าชื่อเรื่อง ตอนแรกในหน้าแรกของบทความ
ยาว 100-500 คำ จัดอยู่ไม่เกิน 1 หน้า A4
Summary/Synopsis/Extract/Annotation
A summary - บทสรุป จากบทความเต็มพร้อมผลการวิจัย สำหรับให้ผู้อ่าน เข้าใจเนื้อหาชัดเจนยิ่งขึ้น
An extract - ข้อความบางตอนที่คัดเลือกจากบทความเต็มโดยมีเนื้อความที่อ่านแล้วได้ความเกือบเท่ากับการอ่านเรื่องเต็ม
A synopsis - เรื่องย่อความยาวประมาณ 2000 คำจากบทความที่เคยเผยแพร่แต่ไม่เคยตีพิมพ์ มีเนื้อเรื่อง ตาราง สถิติที่นำไปอ้างอิงได้
An annotation - บทวิจารณ์สั้นๆ คำอธิบายเนื้อหาของบทความหรือหนังสือ ส่วนใหญ่พิมพ์ไว้ต่อจากบรรณานุกรม
มาตรฐานของ ISO
www.iso.ch/cate/0114040
ISO 8:1977 Documentation--Presentation of periodicals
ISO 999:1996 Information and Documentation -- Guidelines for the content, organization and presentation of indexes
ISO 2145:1978 Documentation--Numbering of divisions and subdivisions in written documents
ISO 2384:1982 Documentation--Presentation of scientific and technical reports
รายการสำหรับตรวจสอบครั้งที่ 1
ได้รวบรวมและจัดลำดับหัวข้อที่ต้องการเขียนครบถ้วนหรือไม่
บทความได้ระบุไว้หรือไม่ว่าเขียนสำหรับผู้อ่านเฉพาะกลุ่มเป้าหมายใด หรือระบุว่าผู้อ่านต้องมีพื้นความรู้เพียงใดจึงจะอ่านบทความแล้วเข้าใจดี
ตรวจดูว่าบทความระบุวัตถุประสงค์ของการนำเสนอแล้วหรือไม่
หากการเขียนบทความได้ค้นคว้าสารสนเทศจากที่อื่น ต้องระบุว่าได้สารสนเทศจากที่ใดบ้าง และมีการอ้างอิงที่เป็นระบบอย่างถูกต้องหรือไม่
รายการสำหรับตรวจสอบครั้งที่ 2
กำหนดและลำดับเลขหัวข้ออย่างเป็นมาตรฐาน
รูปแบบมาตรฐานสากลในการแสดงตาราง สถิติ
บทคัดย่อเรียบเรียงตามมาตรฐานสากลและพิมพ์ไว้ในหน้าชื่อเรื่อง
บทนำควรกล่าวถึงหัวข้อสำคัญอย่างครบถ้วนและไม่ยาวเกินไป
รายการสำหรับตรวจสอบครั้งที่ 3
uบรรณาธิกร ให้ผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาช่วยตรวจการใช้ภาษา วิธีการแสดงความคิด การบรรยายและอธิบายว่าอ่านเข้าใจหรือไม่ ส่วนใหญ่ผู้เขียนทราบข้อมูลทุกอย่างอยู่ในใจ อาจเขียนสั้นเกินไปทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นความรู้เฉพาะวิชา อ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด
ภาษาพูดและภาษาเขียนไม่เหมือนกัน
ภาษาอังกฤษสำหรับคนไทย ต้องตรวจตัวสะกดบ่อยๆ และต้องให้เจ้าของภาษาที่มีความรู้เฉพาะวิชาช่วยอ่านและแก้ไขไวยากรณ์
การเขียนรายงานวิชาการ
โดย ประดิษฐา ศิริพันธ์
ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี
Technical communications
or technical writing
the term “technical” refers to knowledge that is more of experts or specialists. Whatever your major is, you are developing an expertise -- you are becoming specialist in a particular technical area. And what you write or say about your field, you are engaged in technical communications.
uTechnical communications is the delivery of technical information to readers/audience in a manner that is adapted to their needs, levels of understanding and educational background. The ability to translate technical information to nonspecialists is a key skill to any technical communicator.
การวางแผนก่อนทำวิทยานิพนธ์
กำหนดหัวข้อเรื่อง (Topic) ควรกำหนดให้แคบไว้ก่อน ไม่ควรหลากหลายเกินไป
อาจารย์ที่ปรึกษา
สำรวจวรรณกรรม (Literature survey)
ร่างสังเขปข้อ (Outline)
uเขียนโครงร่างข้อเสนอวิทยานิพนธ์(Proposal)
สังเขปข้อ (An Outline)
1. บทนำ
2. เนื้อเรื่อง
2.1 หัวข้อย่อยที่ 1
2.2 หัวข้อย่อยที่ 2
2.3 หัวข้อย่อยที่ 3
2.4 ……..
3. ข้ออภิปราย
4. บทสรุปและข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป
บทนำและบทลงท้าย (Introduction and Conclusion)
uบทนำ มีความสำคัญมากเพราะผู้เขียนจะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้โดยชี้แจงขอบเขตเนื้อหาวิชา วัตถุประสงค์ การใช้ภาษาต้องถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้คำศัพท์ที่ใช้สื่อความหมายตรงกับเนื้อเรื่อง วิธีเขียนบทนำง่ายๆคือการยึดตามสังเขปข้อ และจะใช้เนื้อหาในบทนำสำหรับอ่านทวนว่าบทความได้ครอบคลุมทุกประเด็นที่ต้องการเสนอให้ผู้อ่านทราบแล้วหรือไม่
บทลงท้าย คือการสรุปเรื่องที่เสนอทั้งหมด ผู้เขียนส่วนใหญ่จะเสนอหัวข้อสำหรับการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง หรืออาจตั้งคำถามเพื่อจุดให้ผู้อ่านแสดงความเห็น วิจารณ์ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการและนักวิจัย และจะชวนให้ผู้เขียนคนอื่นๆเขียนบทความโต้ตอบในเชิงสร้างสรรค์วิชาการต่อไป
เนื้อเรื่อง (Body)และการอ้างอิง
uกรณีที่บรรยายและมีการอ้างอิงทฤษฎี หรือข้อความจากบทความของผู้อื่น
“…………………………………………………………………………………………...” (หมายเลขสำหรับอ้างอิง หรืออ้างชื่อผู้แต่ง, ปีบทความ)
ตัวอย่าง 1) หรือ Larkin, 1981
ข้อความที่แสดงความคิดของผู้เขียน………………………………………………………………………………………………………………………...
เชิงอรรถ พิมพ์ที่ตอนล่างของหน้าที่อ้างอิง จากลำดับที่ 1-2-3 สำหรับแต่ละหน้า
uหรือรวมไว้ตอนท้ายแต่ละบท
บรรณานุกรม การอ้างอิง เชิงอรรถ
บรรณานุกรม การอ้างอิง (Bibliographic references/citation)หมายถึงรายชื่อหนังสือ บทความวารสาร และรายงานการประชุมที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าเพื่อใช้ประกอบการเขียน และพิมพ์ไว้ท้ายบทความ ต่อจากบทลงท้าย บรรณานุกรมจะมีข้อความอธิบายสั้นๆด้วยก็ได้
uเชิงอรรถ (Footnotes) คือการอ้างอิงข้อความบางตอนที่คัดลอกจากหนังสือและบทความ อาจเลือกเฉพาะย่อหน้าหนึ่ง ข้อความเพียง 2-3 บรรทัด คำพูดของนักวิชาการคนใดคนหนึ่ง หรือศัพท์วิชาการที่มีผู้บัญญัติไว้ เชิงอรรถอาจเป็นข้อความที่อธิบายเพิ่มเพื่อช่วยให้อ่านเข้าใจดีขึ้น พิมพ์ไว้ในหน้าที่อ้างอิง หรือท้ายบทแต่ละบท มีเลขกำกับท้ายข้อความที่อ้าง และโยงไปที่เชิงอรรถ
uตัวอย่าง การลงรายการบรรณานุกรม
uAmerican National Standard Institute. American National Standard of Writing Abstracts. ANSI Z39.14-1979.
Books
Cleveland and Cleveland. Introduction to Indexing and abstracting. 2nd Ed. Colorado: Libraries Unlimited, 1990.
Cunningham, Ann Marie, and Wendy Wicks. Three views of the Internet. Philadelphia: The National Federation of Abstracting and Information Services, 1993.
Journals
Wiley, Deborah Lynne.”Can the traditional abstracting and indexing services survive? Database 17. December,1994. P. 18-24.
ตัวอย่างที่ 1 (เชิงอรรถ) หนังสือ
…..(5)
(5) L.R. Rabiner and B.H. Juang. Fundamentals of Speech Regognition. Prentice-Hall, Englewood Cliffs, NJ, 1993.
ชื่อผู้แต่ง อักษรย่อชื่อต้น ชื่อกลาง (ถ้ามี) 2 คน ใส่ and ก่อนชื่อคนสุดท้าย ชื่อเรื่อง. ชื่อสำนักพิมพ์, ชื่อเมือง, ชื่อรัฐ (ถ้ามี), ปีที่พิมพ์.
uผู้แต่งคนไทย ใช้ชื่อเต็ม ชื่อตามด้วยนามสกุลเสมอ
สำหรับการอ้างอิงทุกรูปแบบและทุกภาษา
ตัวอย่างที่ 2 (เชิงอรรถ) บทความจากวารสาร
…(6)
(6) S. Habinc and P. Sinander. Using VHDL for Board Level Simulation. IEEE Design and Test of Computers, 13:66-77, September 1996.
ชื่อผู้แต่ง อักษรย่อชื่อตัว นามสกุล. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(ตัวเอียง),ปีที่(Volume): หน้าที่-หน้าที่, เดือน ปี.
ชื่อผู้แต่งต่างประเทศเขียนชื่อต้นเป็นชื่อเต็มก็ได้
ตัวอย่างที่ 3 (เชิงอรรถ) วารสารฉบับพิเศษ
…………(1)
(1) A.Dollas and N.Kanopoulos. Reducing the Time to Market Through
Rapid Prototypeing. IEEE Computer: introduction to the special issue on
“Rapid Prototyping of Microelectronic Systems”. pages 14-15, February
1995.
ชื่อผู้แต่ง อักษรย่อชื่อตัว ตามด้วยนามสกุล มากกว่า 2 คน คั่นด้วย , and
ชื่อผู้แต่งคนสุดท้าย. ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(พิมพ์ตัวเอียง) “ชื่อ Special issue” (ในเครื่องหมายคำพูด ตัวเอียง). หน้าที่อ้างอิง, เดือน ปี.
ตัวอย่างที่ 4 (เชิงอรรถ) วารสารการประชุม
…(3)
(3) J.W. Picone. Signal Modeling Techniques in Speech Recognition.
Proceedings of the IEEE, 81(9): 1215-1247, 1993.
uสมาคมวิชาชีพมีการประชุมปีละหลายครั้งและพิมพ์รายงานในลักษณะเดียวกับวารสาร อ้างอิงดังนี้:
ชื่อผู้แต่ง. ชื่อบทความที่เสนอในการประชุม. ชื่อวารสารการประชุม, ปีที่(เล่ม หรือฉบับที่): หน้าที่-หน้าที่, ปีที่พิมพ์.
ตัวอย่างที่ 5 (เชิงอรรถ) รายงานการประชุม
…(2)
(2) M. Borgatti, R. Rambaldi. G. Gori, and R. Guerrieri. A Smoothly
Upgradable Approach to Virtual Emulation of HW/SW Systems. In 7th
IEEE International Symposium on Rapid System Prototyping, June
1996.
ชื่อผู้แต่ง. ชื่อบทความ. (จาก) ชื่อการประชุม เมือง,รัฐที่ประชุม(ถ้ามี), เดือน ปี.
ปัญหาที่มักจะเกิดในการเขียนบรรณานุกรมและเชิงอรรถ
ไม่ทราบว่าส่วนใดเป็นชื่อ นามสกุล
ไม่ทราบว่าจะเลือกชื่อใดเป็นชื่อบทความ ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ
วารสารแต่ละฉบับมีข้อกำหนดการลงรายการบรรณานุกรมและเชิงอรรถไม่เหมือนกัน
รายละเอียด รูปแบบและเนื้อหาที่วารสารแต่ละฉบับเสนอแตกต่างกัน บางครั้งละเอียดมาก บางครั้งสั้นมากและบางครั้งผิดพลาด ทำให้ไม่สามารถสืบค้นแหล่งสารสนเทศที่อ้างอิงได้
ทำข้อมูลหาย จำได้บางส่วน
การอ้างอิงในวารสารอิเล็กทรอนิกส์
1. อ้างอิงเฉพาะบทความ
2. อ้างอิงถึงบทความวารสารของสำนักพิมพ์เดียวกันที่อยู่
ในฐานข้อมูลบรรณานุกรมOn-line เช่น PubMed
3. อ้างอิงและแสดงบทความฉบับเต็ม
4. ลิขสิทธิ์
การเขียนบทคัดย่อ (Writing an abstract)
uประโยคที่ 1 บรรยายว่าบทความเรื่องอะไร คำศัพท์ที่ใช้ควรสื่อความหมายของเนื้อเรื่องและสามารถใช้เป็นคำสำคัญในการสืบค้น
uประโยคที่ 2 ชี้ให้ผู้อ่านตัดสินใจได้ว่าควรอ่านบทความฉบับเต็มหรือไม่ ระบุประเด็นสำคัญที่บทความเสนอ ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด บอกเพียงว่าบทความเป็นรายงานการสำรวจ การวิจัย การทดลอง
ประโยคสุดท้าย แสดงผลการวิจัย
บทคัดย่อ พิมพ์ไว้ที่หน้าชื่อเรื่อง ตอนแรกในหน้าแรกของบทความ
ยาว 100-500 คำ จัดอยู่ไม่เกิน 1 หน้า A4
Summary/Synopsis/Extract/Annotation
A summary - บทสรุป จากบทความเต็มพร้อมผลการวิจัย สำหรับให้ผู้อ่าน เข้าใจเนื้อหาชัดเจนยิ่งขึ้น
An extract - ข้อความบางตอนที่คัดเลือกจากบทความเต็มโดยมีเนื้อความที่อ่านแล้วได้ความเกือบเท่ากับการอ่านเรื่องเต็ม
A synopsis - เรื่องย่อความยาวประมาณ 2000 คำจากบทความที่เคยเผยแพร่แต่ไม่เคยตีพิมพ์ มีเนื้อเรื่อง ตาราง สถิติที่นำไปอ้างอิงได้
An annotation - บทวิจารณ์สั้นๆ คำอธิบายเนื้อหาของบทความหรือหนังสือ ส่วนใหญ่พิมพ์ไว้ต่อจากบรรณานุกรม
มาตรฐานของ ISO
www.iso.ch/cate/0114040
ISO 8:1977 Documentation--Presentation of periodicals
ISO 999:1996 Information and Documentation -- Guidelines for the content, organization and presentation of indexes
ISO 2145:1978 Documentation--Numbering of divisions and subdivisions in written documents
ISO 2384:1982 Documentation--Presentation of scientific and technical reports
รายการสำหรับตรวจสอบครั้งที่ 1
ได้รวบรวมและจัดลำดับหัวข้อที่ต้องการเขียนครบถ้วนหรือไม่
บทความได้ระบุไว้หรือไม่ว่าเขียนสำหรับผู้อ่านเฉพาะกลุ่มเป้าหมายใด หรือระบุว่าผู้อ่านต้องมีพื้นความรู้เพียงใดจึงจะอ่านบทความแล้วเข้าใจดี
ตรวจดูว่าบทความระบุวัตถุประสงค์ของการนำเสนอแล้วหรือไม่
หากการเขียนบทความได้ค้นคว้าสารสนเทศจากที่อื่น ต้องระบุว่าได้สารสนเทศจากที่ใดบ้าง และมีการอ้างอิงที่เป็นระบบอย่างถูกต้องหรือไม่
รายการสำหรับตรวจสอบครั้งที่ 2
กำหนดและลำดับเลขหัวข้ออย่างเป็นมาตรฐาน
รูปแบบมาตรฐานสากลในการแสดงตาราง สถิติ
บทคัดย่อเรียบเรียงตามมาตรฐานสากลและพิมพ์ไว้ในหน้าชื่อเรื่อง
บทนำควรกล่าวถึงหัวข้อสำคัญอย่างครบถ้วนและไม่ยาวเกินไป
รายการสำหรับตรวจสอบครั้งที่ 3
uบรรณาธิกร ให้ผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาช่วยตรวจการใช้ภาษา วิธีการแสดงความคิด การบรรยายและอธิบายว่าอ่านเข้าใจหรือไม่ ส่วนใหญ่ผู้เขียนทราบข้อมูลทุกอย่างอยู่ในใจ อาจเขียนสั้นเกินไปทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นความรู้เฉพาะวิชา อ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด
ภาษาพูดและภาษาเขียนไม่เหมือนกัน
ภาษาอังกฤษสำหรับคนไทย ต้องตรวจตัวสะกดบ่อยๆ และต้องให้เจ้าของภาษาที่มีความรู้เฉพาะวิชาช่วยอ่านและแก้ไขไวยากรณ์
AsianSkill contest
AsianSkill contest task 2 from Thai Adobe User Group on Vimeo.
บรรยากาศการให้คะแนนการแข่งขันกราฟิก เพื่อคัดเลือกเยาวชนเป็นตัวแทนการแข่งขัน Asian Skill
ในงานนี้มี อ. ชินภัทร กันตบุตร สาขาออกแบบนิเทศศิลป์เข้าร่วมเป็นกรรมการและคณะทำงานในงานนี้ด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)