ศิลปะร่วมสมัยยังไม่ตาย

แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์


ตลาดที่ซบเซากลับเป็นโอกาสให้นักสะสมสามารถหาซื้อผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมได้ในราคาที่ไม่แพง

สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกจนลง ไม่เว้นนักสะสมงานศิลป์ราคาแพง ที่อาจจะเริ่มคิดๆ ว่า ควรจะเอาเงินที่ใช้ซื้อสะสมงานศิลป์ ไปซื้อบ้านดีๆ แถบชานเมืองในสหรัฐฯ ที่ถูกยึดจะคุ้มกว่าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดงานศิลปะร่วมสมัยอาจจะลดความนิยมลง แต่ยังไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป ในช่วงเวลาที่ตลาดตกต่ำอย่างนี้ ทำให้ทั้งศิลปินและ dealer ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ในขณะที่นักสะสมก็จะหวนกลับไปให้ความสำคัญกับคุณค่าพื้นฐานในงานศิลป์มากขึ้น เช่นความเป็นต้นแบบและคุณค่าที่เหนือกาลเวลา แทนการซื้อตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่คนอื่นๆ บอกว่าดี

Clovis Whitfield ตัวแทนซื้อขายงานศิลป์หรือ art dealer ในลอนดอนชี้ว่า การซื้องานศิลป์เก่าๆ ดีๆ เป็นการลงทุนที่ดีกว่าการซื้อทองคำ ถ้าหากว่าคุณกำลัง มองหาสิ่งที่สามารถรักษาคุณค่าในตัวเอง แกลเลอรี่ของเขาใกล้จะได้ขายภาพเขียนยุคต้นศตวรรษที่ 16 โดยศิลปิน Andrea del Sarto ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการฟลอเรนซ์ (Florentine renaissance) ในราคาสูงถึง 8.5 ล้านยูโร ซึ่งจะถือเป็นราคาที่สามารถทำลายสถิติราคาสูงสุดในตลาดงานศิลปะร่วมสมัยเลยทีเดียว

ขณะนี้นักสะสมงานศิลป์กำลังเที่ยวมองหาผลงานที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมซึ่งสามารถจะซื้อได้ในราคาที่คุ้มค่า Don Rubell นักธุรกิจโรงแรมชาวอเมริกัน หนึ่งในนักสะสมผลงานศิลปะร่วมสมัยรายใหญ่ที่สุดในโลกกล่าวว่า นักสะสมก็เจ็บตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียว กัน จึงซื้องานศิลป์น้อยลงและพิถีพิถันในการเลือกมากขึ้น แต่โอกาสที่จะได้ซื้องานดีๆ มีมากในขณะนี้ และเขายังคงตามล่างานศิลป์เพื่อนำไปสมสะในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเขา Rubell Family Art Collection ซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ที่เคยเป็นคลังสินค้าเก่าของหน่วยงานราชการในฟลอริดา Rubell และภรรยา Mera เริ่มซื้องานศิลป์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 จนถึงบัดนี้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ พวกเขาซื้อผลงานของ Damien Hirst และ Keith Haring มานานแล้ว ก่อนที่ศิลปินทั้งสองจะโด่งดังสุดขีดในเวลาต่อมา ตอนนี้ Rubell กำลังโปรดปรานผลงานใหม่ๆ ของศิลปินรุ่นเยาว์ และผลงานที่ดีที่สุดของศิลปินรุ่นกลาง

Rubell และครอบครัวซึ่งหลงใหลในงานศิลปะ มักจะใช้เวลาให้หมดไปกับการตระเวนไปตามแกลเลอรี่ต่างๆ และสตูดิโอ ทั่วโลกเพื่อชื่นชมผลงานศิลปะ เขาเชื่อว่างานที่ดีที่สุดของศิลปินคนหนึ่งๆ คือผลงานในช่วงปีแรกๆ ในตอนที่ศิลปินยังไม่มีชื่อเสียง และยังเต็มใจที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ ในผลงานของเขา Rubell เห็นว่า ศิลปะที่ดีที่สุด คือผลงานที่มีความคิดใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆ และการแสดงออกใหม่

แต่ในช่วงที่ตลาดศิลปะกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ศิลปินมักจะผลิตงานซ้ำๆ กันมาก และการผลิตซ้ำตามกระแสตลาดก็ได้ทำลายศิลปะร่วมสมัยของจีนไปแล้ว ทั้งๆ ที่เมื่อปีที่แล้ว ศิลปะร่วมสมัยจากจีนได้รับความนิยมสุดขีด ศิลปินจีนเกือบจะกลายเป็นเศรษฐีในทันที จากผลงานที่อาจจะดูอลังการขึ้น แต่แก่นของเนื้อหาสาระกลับดูคล้ายๆ กันไปหมด (และมักจะเกี่ยวข้องกับประธาน Mao Zedong) เมื่อเทียบกับผลงานของศิลปินจีนด้วยกันเองในช่วง 15 ปีก่อน

ศิลปินจีนชื่อดังอย่าง Yue Minjun ในวัย 40 กลายเป็นศิลปินดังทันที เมื่อผลงานของเขาทำลายสถิติการประมูล ในปี 2008 ที่งานประมูล Christie's ในฮ่องกง ผลงานชื่อ "Gweong-Gweong" ของเขา ขายได้ในราคาสูงถึง 6.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติราคาสูงสุดสำหรับผลงานของ Yue แต่คนตัวสีชมพูที่มีใบหน้า หัวเราะปากกว้าง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Yue ซึ่งปรากฏซ้ำๆ ในผลงานภาพเขียนและงานปั้นของเขา ซึ่งเคยขายได้ในราคาหลายล้านดอลลาร์ แต่หลังจากหลายปีผ่านไป งานศิลป์ร่วมสมัยของจีนจำนวนมากรวมถึงผลงานของ Yue กลับขายไม่ออกอีกต่อไป หลังจากความตื่นเต้นที่มีต่อศิลปะ "ใหม่" จากจีนจืดจางลง แกลเลอรี่หลายสิบแห่งในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ก็เริ่มหายหน้าหายตาไปตั้งแต่ช่วงตรุษจีนของปีนี้เป็นต้นมา

งานศิลป์ของจีนจึงกลายเป็นตัวอย่างอันดีที่สะท้อนความเป็นจริงในตลาดงานศิลปะร่วมสมัยที่เดินไปผิดทาง งานศิลป์ของจีนเติบโตเหมือนกับฟองสบู่ โดยขาดกรอบในเชิงคุณค่าของการเป็นงานที่น่าสะสม "ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้งานนั้นน่าสนใจ" Magnus Renfrew ผู้อำนวยการงานแสดงศิลปะ ART HK และอดีตผู้เชี่ยว ชาญงานศิลปะร่วมสมัยของ Bonhams ใน London กล่าว ด้วยเหตุนี้ บริษัทประมูลซึ่งมีอำนาจทางการตลาดมากกว่าสามารถเข้าถึงตลาดงานศิลป์โลกได้ดีกว่า จึงกลายเป็นผู้ตัดสินคุณค่าของศิลปิน ราคากลายเป็นปัจจัยหลักในการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะ กลายเป็นว่างานศิลป์จะดีเพราะมีราคา แพง หาใช่มีราคาแพงเพราะเป็นงานที่ดี

ยากที่จะบอกว่านักสะสมงานศิลป์เป็นสาเหตุหรือเหยื่อของแนวคิดที่ผิดเพี้ยนดังกล่าว Sundaram Tagore หลานชายของ Rabindranath Tagore กวีผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียเป็น dealer ให้กับแกลเลอรี่หลายแห่ง ในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิสและฮ่องกง ชี้ว่า 90% ของนักสะสมงานศิลป์เป็นชาวอเมริกันหรือยุโรปหลายคนซื้องานศิลป์ โดยใช้หูไม่ใช่ตา แม้รายได้ของเขาจะตกลงไปถึง 70% แต่ Tagore บอกว่างานศิลป์ดีๆ ของศิลปิน ที่มีชื่อเสียงที่มีราคาตั้งแต่ 500,000 ดอลลาร์ขึ้นไปยังคงมีความเคลื่อนไหวดี อย่างเช่นภาพเขียนขาวดำเทคนิคผิวไม่เรียบของ Sohan Qadri จิตรกรชาวอินเดีย ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการนั่งสมาธิและภาพน้ำตกของ Hiroshi Senju ศิลปินญี่ปุ่นที่ใช้เทคนิคการใช้สีจากเปลือกหอยบดละเอียดบนกระดาษใยข้าว

ศิลปะร่วมสมัยของจีนอาจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจ โลกฟื้นตัว ตอนนี้นักสะสมกำลังเลือกซื้องานอย่างระมัดระวังมาก ขึ้น ต้องการผลงานใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ ทำให้ทั้งศิลปินและ dealer ต้องคิดสร้างสรรค์และทดลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น บางทีสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอาจเป็นการที่ศิลปินได้กลับไปอยู่กับ ตัวเองและกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่มีความคิดแปลกใหม่ แม้ นักสะสมจะยอมจ่ายสูงเพื่อให้ได้งานชิ้นเอกมาครอบครอง ขณะเดียวกันก็ยังชอบงานที่ไม่แพงหรืองานทดลอง อย่างเช่นภาพถ่าย หรือผลงานศิลปะแบบล้ำยุคจากศิลปินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

เมื่อตลาดงานศิลป์เป็นการค้าน้อยลง ทำให้แกลเลอรี่เริ่มกล้าที่จัดแสดงงานที่มีแนวคิดแปลกใหม่มากขึ้น ในฮ่องกงมีการจัด แสดงผลงานของศิลปินเวียดนามและกัมพูชา ภาพเขียนเหล่านี้มีราคาถูกแค่ 500 ดอลลาร์ก็มี มีการแสดงงานศิลป์แบบมุสลิมด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในตลาดศิลปะร่วม สมัยก็ยังคงมีอยู่บ้าง ในเดือนมิถุนายน Koons ราชาแห่งศิลปะแบบ kitsch art ชาวอเมริกัน จะจัดแสดงผลงานของเขาในลอนดอน ซี่งคาดว่าจะมีคนเข้าชมงานจำนวนมาก เมื่อปี 2007 ผลงานชื่อ "Hanging Heart (Magenta/Gold)" ของเขา ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 23.6 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติใหม่สำหรับการประมูลซื้อ งานปั้นของศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่และยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนซัมเมอร์ที่แล้ว ผลงานชื่อ "Ballon Flower(Margenta/Gold)" ของ Koons ก็ถูกประมูลไปในราคา 25.7 ล้านดอลลาร์

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ที่งานศิลปะชื่อ Pulse New York มีการจัดแสดงภาพถ่าย ขนาดใหญ่ของ Imelda Marcos อดีตสุภาพ สตรีหมายเลขหนึ่งผู้อื้อฉาวของฟิลิปปินส์ โดยฝีมือของศิลปินชาวฟิลิปปินส์ Steve Tirona ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก ศิลปินใช้เทคนิคตกแต่งภาพทำให้เครื่องเพชรของ Imelda ดูเหมือนส่องประกายระยิบระยับเกินกว่าปกติ ภาพถ่ายของเธอกับ Saddam Hussein อดีตผู้นำอิรักในช่วงที่ยังเรืองอำนาจ ทำให้คิดว่างานศิลป์ร่วมสมัยดีๆ สักชิ้นนั้น ความจริงแล้วก็มีคุณค่าไม่ต่างกับงานคลาสสิกเช่นกัน นั่นคือ เตือนใจให้เราได้ฉุกคิดพินิจถึงคุณค่าของคน ค่านิยม และสิ่งที่เราตัดสินว่าเป็นความสวยงา

ปิดตำนานคุณหมอนักวาดภาพประกอบ “แฟรงค์ เอช เนตเตอร์” (Frank H. Netter) เจ้าของฉายา “ไมเคิล แองเจลโล” แห่งวงการแพทย์

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

Frank1

อาจฟังดูงงๆ หากใครสักคนจะแนะนำตัวว่ามีอาชีพเป็นทั้งแพทย์และนักวาดภาพประกอบในเวลาเดียวกัน และคงจะยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกหากแพทย์ท่านนั้นเล่าให้ฟังว่าภาพประกอบที่เขาวาดนั่นแหละเคยช่วยชีวิตคนมานับแสนนับล้านชีวิตแล้ว!

Frank H. Netter (1906 – 1991) คือนายแพทย์และนักวาดภาพประกอบที่(แพทย์)ทั่วโลกรู้จักกันดีจาก Netter’s Atlas of Human Anatomy เขาคนนี้คือตำนานบทเล็กๆ ของวงการแพทย์ ผู้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “อุปสรรคสามารถแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสได้เสมอ” และที่สำคัญไปกว่านั้นโอกาสที่เขาสร้างขึ้นให้ตัวเองยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างน่าเคารพด้วย

แฟรงค์เกิดเมื่อปีค.ศ.1906 ที่แมนฮัตตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่สนใจในศิลปะมาตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้รับทุนให้ศึกษาต่อที่ National Academy of Design และยังได้เรียนกับอาจารย์พิเศษจาก Art Student Leagues of New York โดยหลังจบการศึกษาแฟรงค์ประสบความสำเร็จในอาชีพอย่างรวดเร็ว เขาได้ร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ดังอย่าง Saturday Evening Post และ New York Times แต่ถึงกระนั้นเนื่องจากครอบครัวไม่ยอมรับในอาชีพของเขา แฟรงค์จึงต้องเบนเข็มเพื่อเลือกทางเดินชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยเขาตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ที่ New York University และฝึกงานด้านศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาล Bellevue

Frank2

ขณะที่เป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่นั้น หมอแฟรงค์มีรายได้เสริมจากการวาดภาพประกอบให้กับบริษัทยาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งต่อมาดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเล่นตลกและนำพาให้เขากลับมาเดินอยู่บนเส้นทางของ “นักวาดภาพ” อีกครั้ง หมอแฟรงค์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทยาแห่งหนึ่งให้ทำงานวาดภาพประกอบ ซึ่งเขาได้เสนอราคาค่าจ้างไปเป็นเงิน 1,500 เหรียญต่อภาพ 1 ชุด (5 รูป) แต่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของบริษัทดังกล่าวเกิดเข้าใจผิดและจ่ายค่าจ้างให้เขารูปละ 1,500 เหรียญแบบไม่คิดมาก (ทำให้หมอแฟรงค์ได้รับค่าจ้างครั้งนั้นเป็นเงินทั้งสิ้น 7,500 เหรียญ) รายได้ก้อนงามดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจเลิกประกอบวิชาชีพแพทย์* ทันที และหันมาเป็นนักวาดภาพประกอบทางการแพทย์อย่างเต็มตัว

ในปีค.ศ.1936 หมอแฟรงค์ได้วาดภาพ “หัวใจพับได้” เพื่อเป็นสื่อโฆษณาให้กับบริษัท CIBA ปรากฏว่าภาพชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่แพทย์ (โดยเฉพาะภาพที่ไม่มีตราสินค้าพิมพ์อยู่ด้วย) หลังจากนั้นภาพอวัยวะพับได้อื่นๆ ก็ได้คลอดตามออกมาอีกมากมาย จนกระทั่งมีการรวมเล่มกลายเป็น The CIBA Collection of Medical Illustrations ซึ่งมีทั้งหมด 13 เล่ม (ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการรวมเล่มตีพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง) ในปีค.ศ.1989

Frank3

ก่อนหมอแฟรงค์เสียชีวิตเพียงสองปี ผลงานของเขาก็ได้ถูกตีพิมพ์อีกครั้งในชื่อ Netter’s Atlas of Human Anatomy ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากวงการแพทย์มาจนกระทั่งทุกวันนี้ (ในช่วงชีวิตของหมอแฟรงค์ เขาได้วาดภาพประกอบที่ใช้ในวงการแพทย์รวมกว่า 4,000 ภาพ และได้รับการตีพิมพ์ใหม่นับครั้งไม่ถ้วน)

การผสมผสานทักษะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะรวมอยู่ด้วยกันได้ในคนคนเดียว ดังเช่นในกรณีของคุณหมอนักวาด “แฟรงค์ เอช เนตเตอร์” นับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับ “การเลือกเส้นทางอาชีพ” ได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้หลายๆ คนเริ่มเล็งเห็นว่าคุณค่าที่แตกต่างของศาสตร์แต่ละสาขานั้น หากถูกนำมาหลอมรวมกันได้อย่างเหมาะเจาะแล้ว ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติได้มหาศาล

*ในยุคที่แฟรงค์เป็นแพทย์ฝึกหัด เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลก (The Great Depression ราวปีค.ศ.1929-1940) ทำให้คนจำนวนมากตกงานและไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา แพทย์ในยุคนั้นจึงไม่ได้เป็นวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้มากนัก

เกร็ดความคิด : อาชีพนักวาดภาพประกอบทางการแพทย์ (ที่บางคนอาจรู้จักในชื่อ Medical Artist หรือ Medical Illustrator) น่าจะเป็นวิชาชีพที่ให้แง่คิดแก่บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองไทยได้เป็นอย่างดี อาชีพนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกฝนและพัฒนาทักษะของคนให้มีความ “รอบด้าน” นั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ตัวบุคคลเองแล้ว ยังอาจสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและคนอื่นๆ ได้ด้วย เหมือนอย่างในกรณีของนายแพทย์แฟรงค์ เอช เนตเตอร์ เป็นต้น

เครดิตข้อมูล:
http://en.wikipedia.org/wiki/Frank_H._Netter
http://www.netteranatomy.com/
http://www.elsevier.com/wps/find/bookdescription.cws_home/708004/description
http://www.netterimages.com/artist/netter.htm

เครดิตภาพ:
http://medicalsbooks.blogspot.com/2008_07_01_archive.html
http://www.netterimages.com/artist/netter.htm
http://img1.uploadhouse.com/fileuploads/469/469732a510bc054f7c67d38a272225e344f8ee.jpg

ลงทุนในศิลปะ

Money Proวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko)ถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยราคาถึง 72.84 ล้านดอลลาร์

การลงทุนในศิลปะเป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีความมั่งคั่งสูง การลงทุนในศิลปะแตกต่างจากการลงทุนในหลักทรัพย์และสินทรัพย์อื่น เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้ "ศิลป์" มากกว่า "ศาสตร์" เนื่องจากมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีประเด็นและแง่มุมที่ต้องพิจารณาแตกต่างไปจากการลงทุนอื่นๆ ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังคำบรรยาย ของผู้เชี่ยวชาญ คือ คุณเควิน ชิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของซอธเธอะบี เอเชีย จึงขอนำมาเขียนเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุน

ศิลปะเกิดการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนมือกันมาตั้งแต่โบราณ โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนกันบ้าง มีผู้อุปถัมภ์ให้สร้างงานบ้าง เกิดจากความจงรักภักดีบ้าง ความศรัทธาบ้าง หรืออาจจะเกิดจากสุนทรียภาพของศิลปินเอง

ในยุคหลัง วิธีการซื้อขายงานศิลปะที่นิยมมากที่สุด คือวิธีประมูล หรือ Auction ท่านที่เคยเข้าไปในห้องประมูลจะทราบดีว่า บรรยากาศในการประมูลนั้น ชวนให้เกิดความอยากได้ ทำให้เกิดการแข่งขันในเพียงใด บรรยากาศนี้เองเป็นการสร้าง "ความต้องการ" ให้เกิดขึ้น ซึ่งทำให้งานศิลปะมีราคาสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ราคาหรือมูลค่าของศิลปะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการเพียงอย่างเดียว เพราะหากเราต้องการอยู่คนเดียว เราก็ไม่สามารถขายต่อโดยมีกำไรได้ ผู้ลงทุนจึงต้องทราบด้วยว่า ผู้ลงทุนหรือผู้สนใจในงานศิลปะรายอื่นๆ เห็นความงามและคุณค่าของงานศิลปะชิ้นนั้นๆ จากอะไร ในแง่มุมไหนบ้าง และสิ่งที่ทำให้การลงทุนในศิลปะเป็นเรื่องยากก็คือ ปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้น และมีส่วนทำให้งานศิลปะมีค่านั้น โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถวัดได้

ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าหรือราคาของศิลปะเท่าที่คุณเควิน บรรยาย มีอยู่ 7 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือ ศิลปิน ศิลปินจะมีส่วนอย่างมากต่อราคาของศิลปะ แต่การกำหนดนี้ตัวศิลปินเองกำหนดได้แต่เฉพาะตอนขายครั้งแรกเท่านั้น การกำหนดที่มีความหมายสำหรับการลงทุน คือการกำหนดราคาของ "ตลาด" โดยผู้สะสมหรือผู้ลงทุนอื่นๆ ในตลาดจะกำหนดให้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะชิ้นนั้นๆ


Garcon a la Pipe ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso)

ตัวอย่างรูปวาดของศิลปินชั้นยอด เช่น ภาพเด็ก Garcon a la Pipe ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) มีมูลค่า 104 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,588 ล้านบาท


Landhaus am Attersee ของกุสต๊าฟ คลิมท์ (Gustav Klimt)

ภาพบ้านตากอากาศ Landhaus am Attersee ของกุสต๊าฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ถูกประมูลไปล่าสุดที่ราคา 29 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท หนึ่งในภาพวาด Nimpheas ของโมเน่ต์ (Claude Monet) ถูกประมูลไปล่าสุดที่ราคา 18.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,285 ล้านบาท เป็นต้น เรียกว่าถ้าลงทุนในงานของศิลปินที่ดัง ก็ต้องใช้เงินลงทุนสูง


ภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko)


เรื่องราวหรือที่มาของศิลปะชิ้นนั้นๆ (Provenance) ก็มีส่วนทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ มีราคาสูงขึ้น ยกตัวอย่างภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko) เป็นภาพสีที่ถูกป้ายเป็นแถบ 3 แถบ มีสีแซมด้านข้างเล็กน้อย ใช้สีทั้งหมด 4 สี ชื่อภาพ White Centre (Yellow, Pink and Lavender on Rose) ซึ่งผู้เห็นภาพที่ยังไม่ทราบประวัติ หรือเรื่องราวก็อาจจะคิดว่า "ลูกฉันก็วาดได้" ถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยราคาถึง 72.84 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,513 ล้านบาท เนื่องจากเป็นภาพที่เคยแขวนอยู่ในออฟฟิศของร้อกกี้เฟลเลอร์ถึง 30 ปี คือไม่ว่าจะย้ายไปทำงานที่ห้องไหน ก็จะนำภาพนี้ไปติดผนังด้วย จึงเป็นภาพที่มี "เรื่องราว"

สภาพ หรือ Condition ของศิลปะ เป็นส่วนสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์จะได้ราคาดี ชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์จะมีราคาตกลงไป เช่น แจกันเคลือบสมัยราชวงศ์ชิง ที่นำออกมาประมูลเมื่อเดือนเมษายน 2550 ตราประทับใต้ฐานถูกขูดออกไปตอนที่ผู้นำออกมาจากวัง ลักลอบนำออกมา เพื่อกันไม่ให้ติดตามได้ ราคาที่ประมูลได้ไปคือ 10.9 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 47 ล้านบาท ในขณะที่หากเป็นชิ้นสมบูรณ์ จะได้ราคาสูงกว่าถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อราคาของศิลปะ งานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ หรือเป็นหลักฐานให้ทราบถึงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์มักจะมีราคาสูงเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ความหายาก หรือ (Rarity) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ มีราคาสูง จริงๆ แล้ว ปัจจัยนี้ไม่ได้ใช้กับงานศิลปะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งอาหาร ศิลปะที่หายากจะถือว่าเป็นชิ้นเอก หรือ Masterpiece เช่น เป็นชิ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการสร้างในสมัยนั้นๆ หรือมีการสร้างจำนวนน้อย หรือมีลักษณะพิเศษมีความวิจิตรบรรจงกว่าชิ้นใดๆ

รสนิยม คือปัจจัยที่มีผลต่อราคาของศิลปะมาก เศรษฐีบางคนจะชอบบางอย่าง และหากอยากได้จะทุ่มเงินซื้อ ซึ่งอาจจะทำให้ราคาขึ้นไปสูงเกินความคาดหมายได้ ในปีที่แล้ว การซื้อขายงานศิลปะที่ขายผ่านการประมูลจากผู้จัดการประมูล 2 รายหลักของโลกคือ ซอธเธอะบี และคริสตี มียอดถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 276,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

และท้ายที่สุด ที่มีผลต่อราคาของศิลปะคือ การลงทุนในศิลปะเพื่อวัตถุประสงค์ในการกระจายพอร์ตการลงทุน New MEI Moses Annual All Art Index ซึ่งเป็นดัชนีราคาศิลปะ มีความเคลื่อนไหว ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนี S&P 500 เสมอไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าศิลปะไม่มีการซื้อขายกันบ่อยนัก แต่ดิฉันสังเกตเห็นว่า หากเศรษฐกิจดี ราคาหุ้นขึ้น ราคาศิลปะก็จะขึ้นด้วยค่ะ เพราะคนได้กำไรจากธุรกิจหรือจากหุ้นก็จะมีอารมณ์ดี อยากซื้องานศิลปะ และถ้าซื้อของตอนอารมณ์ดี ก็จะยอมจ่ายแพงได้ เวลาเศรษฐกิจไม่ดี ราคาหุ้นตก ราคาศิลปะก็จะตกด้วย ถือว่ามีความสัมพันธ์สูงมากทีเดียว

คุณเควิน ปิดท้ายด้วยการให้คำแนะนำว่า หากจะลงทุนก็ขอให้เลือกชิ้นที่ชอบ เพราะหากลงทุนผิด ซื้อมาราคาสูงเกินไป ทำให้ขายไม่ออก อย่างน้อยก็ยังได้เอาไว้ดูเล่นชื่นชมกับความงามค่ะ

เป็นที่น่าเสียดายที่ศิลปะของไทยมักไม่ค่อยมีบทบาทในโลกสากล สาเหตุน่าจะมาจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้งานศิลปะดีๆ เสียหายไปมาก นอกจากนี้ เรายังไม่ค่อยเผยแพร่ให้ชาวโลกได้เข้าใจในศิลปะของไทย ความเข้าใจและ "เรื่องราว" จะช่วยให้มีค่ามากยิ่งขึ้น ไม่ควรคิดแต่เพียงว่าของดีย่อมมีคุณค่าในตัวเอง สมัยนี้มีดีต้องป่าวร้องให้คนอื่นรับรู้ เมื่อเข้าใจก็จะเห็นคุณค่า และมูลค่าหรือราคาก็จะตามมาค่ะ

Meaning of the Meaningless : Takashi Murakami

โดย สมศักดิ์ ดำรงสุนทรชัย
นิตยสารผู้จัดการ

Takashi Murakami (born 1 February 1962 in Tokyo) is a prolific contemporary Japanese artist.


ชื่อของ Takashi Murakami ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่หากเอ่ยชื่อของ Murakami ในแวดวงวงศิลปะและวงการแฟชั่นระดับโลกในปัจจุบัน ชื่อของบุคคลผู้นี้กลับกลายเป็นชื่อที่ไม่อาจละเลยไปได้

โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ Takashi Murakami ได้รับเชิญให้ร่วมงานกับ Marc Jacobs ดีไซเนอร์ของ Louis Vuitton เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Louis Vuitton สำหรับงานใน collection ประจำฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนปี 2003 ซึ่งได้รับการเปิดเผยออกสู่สายตาของสาธารณะ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2002 เชื่อว่าคงทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกงุนงงระคนสงสัยในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เนื่องเพราะอักษรย่อ (monogram) LV สีน้ำตาล-ทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Louis Vuitton มาเนิ่นนานได้รับการปรุงแต่งให้มีสีสันมากมายหลากหลายรวมกว่า 33 เฉดสีทั้งบนพื้นผิวสีดำและสีขาว ขณะเดียวกันลวดลายของดอกซากุระ (Sakura : Cherry Blossom) และ characters ไม่ว่าจะเป็น LV Hands, Flower Hat Man, Onion Head และ Panda ซึ่ง Takashi Murakami เป็นผู้ออกแบบ ได้พลิกโฉมหน้าใหม่ให้เกิดขึ้นไม่เฉพาะกับ Louis Vuitton เท่านั้น หากรวมถึงแวดวงแฟชั่นโดยรวมด้วย



การเข้าสู่แวดวงแฟชั่นของ Takashi Murakami แตกต่างจาก Kenzo, Yohji Yamamoto, Jun Takahashi รวมถึง 3 ศรีพี่น้องแห่งตระกูล koshino ตรงที่ Takashi Murakami มิได้เป็นผู้สำเร็จการศึกษาด้าน fashion designer เหมือนนักออกแบบแฟชั่นรายอื่นๆ

Takashi Murakami สำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี (Bachelor of Fine Arts : BFA) ปริญญาโท (MFA) จาก Tokyo National University of Fine Arts and Music สถานที่ที่เขาได้รับการบ่มเพาะทักษะและความชำนาญในการผลิตงานศิลปะตามแบบฉบับ classical and traditional painting ของญี่ปุ่น และได้รับปริญญาเอก (Ph.D.) จากสถาบันเดียวกันนี้ ในปี 1993 ด้วยวิทยานิพนธ์ที่มีหัวเรื่องว่า "The Meaning of the Nonsense of the Meaning" ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับงานศิลปะแบบ Nihonga

แม้ว่าจะมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่ชื่อของ Takashi Murakami ในฐานะศิลปินหนุ่มรุ่นใหม่ของวงการศิลปะญี่ปุ่น ควบคู่กับบทบาทการเป็นแนวหน้าในการส่งออกวัฒนธรรมญี่ปุ่นออกสู่กระแสธารของวัฒนธรรมโลกก็ได้รับความสนใจและจับตามองเป็นพิเศษ


Takashi Murakami เกิดในกรุงโตเกียวเมื่อปี 1962 โดยในวัยเด็ก Takashi Murakami ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการ์ตูน anime ของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 โดยเฉพาะจาก Ginga Tetsudo 999 (Galaxy Express 999) ซึ่งนับเป็น series ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในญี่ปุ่น


Takashi Murakami เริ่มสร้างและสะสมชื่อเสียงทั้งในฐานะประติมากร (sculpture) และจิตรกร (painter) จากผลงานที่ส่วนใหญ่มีรากฐานผูกพันกับการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) โดยงานที่สร้างชื่อให้กับ Takashi Murakami และถือเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ของเขาในยุคแรกๆ เป็นงานประติมากรรมที่สร้างขึ้นจาก fiberglass ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่มีชื่อว่า HIROPON และ My Lonesome Cowboy โดยในผลงานทั้งสองนี้ Takashi Murakami ได้นำลักษณะและบุคลิกของ anime (การ์ตูนญี่ปุ่น) มาเป็นฐานในการสร้างงาน



ความหนักหน่วงของเสียงวิพากษ์ที่เกิดขึ้นก็เนื่องเพราะงานทั้งสองชิ้นของ Takashi Murakami ดังกล่าวได้สะท้อนเรื่องราวของสรีระและสัญลักษณ์ทางเพศอย่างชัดเจน

โดยงานที่ชื่อ HIROPON นอกจากจะเป็นรูปปั้นหญิงสาวในแบบ Anime-style ที่สูงสง่าเกินมาตรฐานปกติ ในชุดรัดรูปที่มีขนาดเล็กเกินกว่าจะปกปิดเรือนกายและของสงวนแล้ว ทรวงอกขนาดมหึมาเกินมนุษย์ธรรมดาจะพึงมีได้ ยังปรากฏน้ำนมไหลเป็นสาย ก่อนที่จะถูกลำเลียงและขัดเป็นเกลียวประหนึ่งเส้นเชือกน้ำนมที่หญิงสาว HIROPON ใช้เป็นเชือกกระโดด (jump rope)

ขณะที่ในส่วนของ My Lonesome Cowboy ก็ปรากฏเป็นภาพชายหนุ่มรูปร่างกำยำ กำลังใช้มือยึดกุมองคชาติที่แข็งเกร็งและกำลังหลั่งน้ำอสุจิเป็นทางยาว โดยมีมืออีกข้างหนึ่งถือสายน้ำอสุจิที่กำลังพวยพุ่งขึ้นแกว่งไกวไว้เหนือศีรษะประหนึ่งเป็นบ่วงบาศก์ (lasso)

ผลงานดังกล่าว ส่งผลให้ Takashi Murakami ได้รับการเรียกขานในฐานะ Otaku King (Otaku : กลุ่มคนที่นิยมและคลั่งไคล้งาน animation หรือ anime แบบญี่ปุ่นที่มีบุคลิกมาจากการ์ตูน Manga ที่มีลักษณะเป็น hyper-sexualized comic ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่ตัวละครใน video game และ computer game โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับกระแสการบริโภคสื่อทางเพศ pornographic media ด้วย) ซึ่งเป็นกระแสวัฒนธรรมที่ถูกผลักให้เป็นวัฒนธรรมใต้ดินและนอกกระแสมาตั้งแต่เมื่อปี 1989 ก่อนที่จะกลายเป็นรูปแบบวัฒนธรรมยอดนิยม (popular culture) ในเวลาต่อมา ขณะที่กระแสวิพากษ์บางส่วนกล่าวถึงงานดังกล่าวในฐานะที่เป็นภาพสะท้อนของศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยญี่ปุ่น (contemporary art & contemporary culture) ด้วย

แต่สำหรับ Takashi Murakami ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการถูกจัดหมวดหมู่หรือคำนิยามใดๆ มากนัก เพราะเขาเชื่อว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมย่อยๆ นอกกระแส (sub-culture) ที่หลากหลาย มากกว่าที่จะมีวัฒนธรรมใดๆ เพียงหนึ่งเดียวเป็นตัวกำหนด

ความไร้แก่นสารและปราศจากความหมาย (The Meaning of the Nonsense of the Meaning) ที่ปรากฏในงานของ Takashi Murakami กลายเป็นสาระหนักหน่วงบางประการที่เขาพยายามจะสื่อต่อสาธารณะ

ในปี 1996 นิทรรศการ "Konnichiwa, Mr. DOB" ได้ท้าทายความเป็นไปของสังคมญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อ Takashi Murakami นิยามความหมายของ DOB ที่ได้รับการสื่อออกมาในรูปแบบของตัวการ์ตูนว่า "DOB is a self-portrait of the Japanese people... cute but has no meaning and understands nothing of life, sex, or reality." และ "DOB is always confused, and in a daze, like he was drunk or stoned."


'Dob Flower' 2001 , 50x50 cm



Mr DOB



Mr DOB


DOB กลายเป็นผลงานที่ได้รับการนำเสนอต่อเนื่องในหลายรูปแบบและในโอกาสหลากหลาย (1998 : "More over, DOB raises his hand" และ 1999 : DOB in the strange forest) ซึ่งปรากฏผลงานทั้งในรูปของงาน Installation, ภาพพิมพ์, ภาพวาด และสื่อผสม ขณะเดียวกัน DOB ก็กลายเป็นสภาพเป็นสินค้านานาชนิดที่สะท้อนสภาพ cute emptiness in contemporary Japanese society ได้เป็นอย่างดี

ชื่อเสียงของ Takashi Murakami มิได้จำกัดอยู่เฉพาะในบริบทของสังคมญี่ปุ่นเท่านั้น หากแต่สถาบันศิลปะทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก็ประเมิน Takashi Murakami ในฐานะศิลปินระดับแนวหน้าของยุคสมัยที่กำลังหล่อหลอมและกำหนดทิศทางใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในแวดวงศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

โดย Takashi Murakami ได้จัดแสดงผลงานโดยเฉพาะในแบบ solo exhibition ขึ้นที่ Marianne Boesky Gallery, New York (2003) ; Fondation Cartier pour l'art contemporain, Paris (2002) ; Museum of Fine Arts, Boston (2001) ; Galerie Emmanuel Perrotin, Paris (2001) และ Museum of Contemporary Art, Tokyo (2001) รวมถึงการได้รับเชิญไปเป็นผู้สอนและบรรยาย New Genre Course ที่ UCLA และการร่วมในงาน group exhibition ที่ส่วนใหญ่จัดแสดงภายใต้หัวข้อ contemporary art อีกนับครั้งไม่ถ้วน




Artist Takashi Murakami with his sculpture Tongari-Kun—Mr. Pointy & the Four Guards


ขณะเดียวกัน เมื่อ Roppongi Hills เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะศูนย์กลางทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของญี่ปุ่นในปี 2003 งาน Roppon-jin หรือมนุษย์แห่ง Roppon ของ Takashi Murakami ก็ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์เพื่อสื่อแสดงความร่วมสมัยของสถานที่แห่งนี้ด้วย

Takashi Murakami กลับมาแสดงงานและสร้างสีสันให้เกิดขึ้นกับ Roppongi Hills อีกครั้งในช่วงฤดูร้อน 2005 (22 กรกฎาคม ถึง 25 กันยายน) ด้วยผลงาน TONGARI-KUN หรือ Mr.Pointy & The Four Guards ที่ตั้งแสดงอยู่ในสระบัวใน Mohri Garden

ซึ่งผลงานที่จัดแสดงรวมถึงคำอรรถาธิบายที่ประกอบดังกล่าว หากปรากฏขึ้นในบางสังคม เชื่อว่าศิลปินผู้ผลิตงานชิ้นนี้ คงต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีอย่างหนัก แต่สำหรับญี่ปุ่น ประเทศที่มีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด กลับถูกเปิดกว้างให้กับทัศนะหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบให้มีโอกาสได้งอกเงย

เป็นความคิดและทัศนะที่มีนัยสำคัญต่อสิ่งไร้ความหมายอย่างท้าทายอีกครั้งหนึ่งของ Murakami ซึ่งได้แสดง ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า "If my art looks positive and cheerful, I would doubt my art was accepted in the contemporary art scene. My art is not Pop art. It is a record of the struggle of the discriminated people." พร้อมกับระบุว่า เขาเพียงแสดงออกถึงความสิ้นหวัง (I express hopelessness)


The World of Sphere, 2003
Acrylic on canvas 137 3/4 x 137 3/4 inches



Mr.'s Strawberry Voice (2007)

Photorthographie


สายัณห์ แดงกลม

“ทฤษฎี” ภาพถ่ายของแดร์ริดาเป็น “อุบายกะทัดรัด” ที่ตั้งภาพหนึ่งภาพเป็น paradigme ให้สังเกต แล้วจึงกระจายส่วนต่างๆ ออกมาเรียงต่อเนื่องเป็นขบวน แห่ให้เห็นองค์ประกอบจากต้นถึงปลายแบบเปิด ดังนั้นเหตุที่ไม่อาจหยุดกับภาพใดภาพหนึ่งอย่างจำเพาะเจาะจง ไม่อาจรีรอแม้แต่กับภาพแม่บท เพราะนอกจาก paradigme ดังกล่าวจะแสดงการสวมซ้อนให้เห็นช่างภาพและกล้องถ่ายในภาพแล้ว ยังสวมซ้อนเอาคุณลักษณะของภาพอื่นๆ ไว้ด้วยในตัว theôria ทำให้ภาพผูกต่อกันโดยยังรักษาเอกเทศทางสุนทรียศาสตร์ คงตัวตนและนามเฉพาะไว้ได้: “ใช่ แต่ละภาพกระซิบกระซาบบอกนามเฉพาะ แต่มันก็กลายเป็นชื่อเรียกของภาพอื่นๆ ทุกภาพเช่นกัน คุณสามารถตรวจสอบได้เลย กล่าวคือ แน่นอนว่าภาพแต่ละภาพคงเป็นภาพที่มันเป็น อย่างโดดๆ ทว่าแต่ละภาพร้องหาทั้ง อีกภาพหนึ่ง และภาพอื่นๆ ทั้งหมด โดยที่ไม่เป็นการบั่นทอนเอกเทศ อย่างสมบูรณ์ของมัน” จากภาพหนึ่งภาพ ทำให้ภาพอื่นๆ แห่ตามมาเป็นขบวน
**
ภาพถ่าย “แปลไม่ได้” หรือไม่อาจถอดออกเป็นคำที่เทียบเท่าวัตถุสภาพของภาพ ทั้งนี้ก็ ด้วยเหตุผลกลไกภายในตัว หรือ “อุบายกะทัดรัด” ที่กระตุ้นให้ต้องขยับจาก 1 ถึง 8+n และจาก ต้นแบบไปยังภาพที่เหลือ การเขียนถึงภาพถ่ายโดยแยกแยะและผูกต่อเท่ากับมองแบบรุกและรุดหน้า รั้นต่อความตายและการตายตัว เป็นการสังเกต ต่อเนื่อง ที่จะคานความตายโดย สลับ การเขียนถึงภาพกับการคิดถึงประโยคทวงหนี้ความตาย (chiasma) ตัวบทของแดร์ริดาถ่ายและล้างภาพออกมาเป็นทฤษฎีที่รู้ว่า “เริ่มเมื่อไหร่ แต่เราไม่เห็นจุดจบ”
**
หรือว่าการเจอจุดจบคือการ “พบความตาย” ? จุดจบที่อาจหมายถึงทั้งจุดประจบระหว่างคำและภาพเมื่อคำเกาะจับวัตถุสภาพของภาพโดยไม่ใช่เพียงซูมเอารายละเอียดตัวอ้างอิง และอาจหมายถึงภาพความตายผ่านซากเศษทางโบราณคดี ตลอดจนบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ที่เคยปรากฏและสูญหายไปแล้ว แดร์ริดาค้าน การแปล ภาพถ่าย “เมื่อมันสามารถบอกเราด้วยหรือไร้ คำว่า nous nous devons à la mort” ความตายสิงสู่ภาพจนไม่อาจไปประจบ หรือ “พบ” ด้วยการแปล
******