นิทรรศการภาพถ่ายศิลปนิพนธ์ "RUNW4Y"


นิทรรศการภาพถ่ายศิลปนิพนธ์ โดยสาขาศิลปะภาพถ่าย คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานนักศึกษาศิลปนิพนธ์ ชั้นปีที่ 4 สาขาศิลปะภาพถ่ายแสดงออกถึงศักยภาพในการศึกษา มุมมอง การแสดงออกทางด้านศิลปะภาพถ่าย ซึ่งเสนอในหัวข้อ "RUNW4Y" เปรียบดั่งการแสดงผลงานนี้เป็นเหมือน Runway ของสนามบิน มีทั้งเครื่องบินที่กำลังจะทยานขึ้น และกำลังจอดลงอย่างช้าๆ โดยที่นักศึกษาเป็นดั่งเครื่องบิน มีทางเลือกว่าจะไปทางไหน จะได้ไปต่อหรือจะจอดหยุดนิ่ง ทุกอย่างได้แสดงออกไว้ ณ ที่นี้แล้ว

นิทรรศการ "RUNW4Y"
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 พฤษภาคม พ.ศ.2555
ณ Crystal Design Center (CDC)
อาคาร D ชั้น 1

เปิดงานแสดงนิทรรศการวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2555
เวลา 17.00-20.00 น.
โดย คุณมานิต ศรีวานิชภูมิ
 

ภาพถ่ายที่แพงที่สุดในโลก!!!

99 เซนต์ แต่แพงที่สุดในโล
โดย :รอยนวล


99 Cent II Diptychon, © copyright 2001 door Andreas Gursky
----------------------------

ภาพถ่ายที่แพงที่สุดในโลก!!! เป็นสถิติที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2007 ในการประมูลของซอเธบี ด้วยค่าตัว 3.34 ล้านเหรียญสหรัฐ


ทำให้ผลงานของ “แอนเดรียส เกอร์สกี” ซึ่งมีชื่อว่า “99 Cent II Diptychon” โด่งดังไปทั่วโลก
ลั่นไกถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 1999 ภาพนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “99 cent.1999” ภาพภายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน มีทางเดินหลายช่อง เต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย หลากหลายสีสัน ภาพถ่ายนี้ใช้เทคนิคของเทคโนโลยียุคดิจิตอล ผ่านการทำให้เกิดสีในแบบที่เรียกว่า โครโมจีนิก หรือ ซีพรินต์

แอนเดรียส เกอร์สกี ชาวเยอรมัน ปัจจุบันอายุ 54 ปี นับเป็นหนึ่งในช่างภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่ เขามีชื่อเสียงในเรื่องการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ และภาพแลนด์สเคปที่เต็มไปด้วยสีสัน งานของเขาส่วนมากมักเป็นการถ่ายจากมุมสูง


Andreas Gursky, 99 Cent II Diptychon, 2001, C-print mounted to plexiglass, 2x 207 x 307 centimeter

ศิลปะร่วมสมัยยังไม่ตาย

แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์


ตลาดที่ซบเซากลับเป็นโอกาสให้นักสะสมสามารถหาซื้อผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมได้ในราคาที่ไม่แพง

สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกจนลง ไม่เว้นนักสะสมงานศิลป์ราคาแพง ที่อาจจะเริ่มคิดๆ ว่า ควรจะเอาเงินที่ใช้ซื้อสะสมงานศิลป์ ไปซื้อบ้านดีๆ แถบชานเมืองในสหรัฐฯ ที่ถูกยึดจะคุ้มกว่าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดงานศิลปะร่วมสมัยอาจจะลดความนิยมลง แต่ยังไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป ในช่วงเวลาที่ตลาดตกต่ำอย่างนี้ ทำให้ทั้งศิลปินและ dealer ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ในขณะที่นักสะสมก็จะหวนกลับไปให้ความสำคัญกับคุณค่าพื้นฐานในงานศิลป์มากขึ้น เช่นความเป็นต้นแบบและคุณค่าที่เหนือกาลเวลา แทนการซื้อตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่คนอื่นๆ บอกว่าดี

Clovis Whitfield ตัวแทนซื้อขายงานศิลป์หรือ art dealer ในลอนดอนชี้ว่า การซื้องานศิลป์เก่าๆ ดีๆ เป็นการลงทุนที่ดีกว่าการซื้อทองคำ ถ้าหากว่าคุณกำลัง มองหาสิ่งที่สามารถรักษาคุณค่าในตัวเอง แกลเลอรี่ของเขาใกล้จะได้ขายภาพเขียนยุคต้นศตวรรษที่ 16 โดยศิลปิน Andrea del Sarto ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการฟลอเรนซ์ (Florentine renaissance) ในราคาสูงถึง 8.5 ล้านยูโร ซึ่งจะถือเป็นราคาที่สามารถทำลายสถิติราคาสูงสุดในตลาดงานศิลปะร่วมสมัยเลยทีเดียว

ขณะนี้นักสะสมงานศิลป์กำลังเที่ยวมองหาผลงานที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมซึ่งสามารถจะซื้อได้ในราคาที่คุ้มค่า Don Rubell นักธุรกิจโรงแรมชาวอเมริกัน หนึ่งในนักสะสมผลงานศิลปะร่วมสมัยรายใหญ่ที่สุดในโลกกล่าวว่า นักสะสมก็เจ็บตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียว กัน จึงซื้องานศิลป์น้อยลงและพิถีพิถันในการเลือกมากขึ้น แต่โอกาสที่จะได้ซื้องานดีๆ มีมากในขณะนี้ และเขายังคงตามล่างานศิลป์เพื่อนำไปสมสะในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเขา Rubell Family Art Collection ซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ที่เคยเป็นคลังสินค้าเก่าของหน่วยงานราชการในฟลอริดา Rubell และภรรยา Mera เริ่มซื้องานศิลป์มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 จนถึงบัดนี้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ พวกเขาซื้อผลงานของ Damien Hirst และ Keith Haring มานานแล้ว ก่อนที่ศิลปินทั้งสองจะโด่งดังสุดขีดในเวลาต่อมา ตอนนี้ Rubell กำลังโปรดปรานผลงานใหม่ๆ ของศิลปินรุ่นเยาว์ และผลงานที่ดีที่สุดของศิลปินรุ่นกลาง

Rubell และครอบครัวซึ่งหลงใหลในงานศิลปะ มักจะใช้เวลาให้หมดไปกับการตระเวนไปตามแกลเลอรี่ต่างๆ และสตูดิโอ ทั่วโลกเพื่อชื่นชมผลงานศิลปะ เขาเชื่อว่างานที่ดีที่สุดของศิลปินคนหนึ่งๆ คือผลงานในช่วงปีแรกๆ ในตอนที่ศิลปินยังไม่มีชื่อเสียง และยังเต็มใจที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ ในผลงานของเขา Rubell เห็นว่า ศิลปะที่ดีที่สุด คือผลงานที่มีความคิดใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆ และการแสดงออกใหม่

แต่ในช่วงที่ตลาดศิลปะกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ศิลปินมักจะผลิตงานซ้ำๆ กันมาก และการผลิตซ้ำตามกระแสตลาดก็ได้ทำลายศิลปะร่วมสมัยของจีนไปแล้ว ทั้งๆ ที่เมื่อปีที่แล้ว ศิลปะร่วมสมัยจากจีนได้รับความนิยมสุดขีด ศิลปินจีนเกือบจะกลายเป็นเศรษฐีในทันที จากผลงานที่อาจจะดูอลังการขึ้น แต่แก่นของเนื้อหาสาระกลับดูคล้ายๆ กันไปหมด (และมักจะเกี่ยวข้องกับประธาน Mao Zedong) เมื่อเทียบกับผลงานของศิลปินจีนด้วยกันเองในช่วง 15 ปีก่อน

ศิลปินจีนชื่อดังอย่าง Yue Minjun ในวัย 40 กลายเป็นศิลปินดังทันที เมื่อผลงานของเขาทำลายสถิติการประมูล ในปี 2008 ที่งานประมูล Christie's ในฮ่องกง ผลงานชื่อ "Gweong-Gweong" ของเขา ขายได้ในราคาสูงถึง 6.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติราคาสูงสุดสำหรับผลงานของ Yue แต่คนตัวสีชมพูที่มีใบหน้า หัวเราะปากกว้าง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Yue ซึ่งปรากฏซ้ำๆ ในผลงานภาพเขียนและงานปั้นของเขา ซึ่งเคยขายได้ในราคาหลายล้านดอลลาร์ แต่หลังจากหลายปีผ่านไป งานศิลป์ร่วมสมัยของจีนจำนวนมากรวมถึงผลงานของ Yue กลับขายไม่ออกอีกต่อไป หลังจากความตื่นเต้นที่มีต่อศิลปะ "ใหม่" จากจีนจืดจางลง แกลเลอรี่หลายสิบแห่งในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ก็เริ่มหายหน้าหายตาไปตั้งแต่ช่วงตรุษจีนของปีนี้เป็นต้นมา

งานศิลป์ของจีนจึงกลายเป็นตัวอย่างอันดีที่สะท้อนความเป็นจริงในตลาดงานศิลปะร่วมสมัยที่เดินไปผิดทาง งานศิลป์ของจีนเติบโตเหมือนกับฟองสบู่ โดยขาดกรอบในเชิงคุณค่าของการเป็นงานที่น่าสะสม "ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้งานนั้นน่าสนใจ" Magnus Renfrew ผู้อำนวยการงานแสดงศิลปะ ART HK และอดีตผู้เชี่ยว ชาญงานศิลปะร่วมสมัยของ Bonhams ใน London กล่าว ด้วยเหตุนี้ บริษัทประมูลซึ่งมีอำนาจทางการตลาดมากกว่าสามารถเข้าถึงตลาดงานศิลป์โลกได้ดีกว่า จึงกลายเป็นผู้ตัดสินคุณค่าของศิลปิน ราคากลายเป็นปัจจัยหลักในการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะ กลายเป็นว่างานศิลป์จะดีเพราะมีราคา แพง หาใช่มีราคาแพงเพราะเป็นงานที่ดี

ยากที่จะบอกว่านักสะสมงานศิลป์เป็นสาเหตุหรือเหยื่อของแนวคิดที่ผิดเพี้ยนดังกล่าว Sundaram Tagore หลานชายของ Rabindranath Tagore กวีผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียเป็น dealer ให้กับแกลเลอรี่หลายแห่ง ในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิสและฮ่องกง ชี้ว่า 90% ของนักสะสมงานศิลป์เป็นชาวอเมริกันหรือยุโรปหลายคนซื้องานศิลป์ โดยใช้หูไม่ใช่ตา แม้รายได้ของเขาจะตกลงไปถึง 70% แต่ Tagore บอกว่างานศิลป์ดีๆ ของศิลปิน ที่มีชื่อเสียงที่มีราคาตั้งแต่ 500,000 ดอลลาร์ขึ้นไปยังคงมีความเคลื่อนไหวดี อย่างเช่นภาพเขียนขาวดำเทคนิคผิวไม่เรียบของ Sohan Qadri จิตรกรชาวอินเดีย ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการนั่งสมาธิและภาพน้ำตกของ Hiroshi Senju ศิลปินญี่ปุ่นที่ใช้เทคนิคการใช้สีจากเปลือกหอยบดละเอียดบนกระดาษใยข้าว

ศิลปะร่วมสมัยของจีนอาจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อเศรษฐกิจ โลกฟื้นตัว ตอนนี้นักสะสมกำลังเลือกซื้องานอย่างระมัดระวังมาก ขึ้น ต้องการผลงานใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ ทำให้ทั้งศิลปินและ dealer ต้องคิดสร้างสรรค์และทดลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น บางทีสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอาจเป็นการที่ศิลปินได้กลับไปอยู่กับ ตัวเองและกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่มีความคิดแปลกใหม่ แม้ นักสะสมจะยอมจ่ายสูงเพื่อให้ได้งานชิ้นเอกมาครอบครอง ขณะเดียวกันก็ยังชอบงานที่ไม่แพงหรืองานทดลอง อย่างเช่นภาพถ่าย หรือผลงานศิลปะแบบล้ำยุคจากศิลปินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

เมื่อตลาดงานศิลป์เป็นการค้าน้อยลง ทำให้แกลเลอรี่เริ่มกล้าที่จัดแสดงงานที่มีแนวคิดแปลกใหม่มากขึ้น ในฮ่องกงมีการจัด แสดงผลงานของศิลปินเวียดนามและกัมพูชา ภาพเขียนเหล่านี้มีราคาถูกแค่ 500 ดอลลาร์ก็มี มีการแสดงงานศิลป์แบบมุสลิมด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในตลาดศิลปะร่วม สมัยก็ยังคงมีอยู่บ้าง ในเดือนมิถุนายน Koons ราชาแห่งศิลปะแบบ kitsch art ชาวอเมริกัน จะจัดแสดงผลงานของเขาในลอนดอน ซี่งคาดว่าจะมีคนเข้าชมงานจำนวนมาก เมื่อปี 2007 ผลงานชื่อ "Hanging Heart (Magenta/Gold)" ของเขา ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 23.6 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติใหม่สำหรับการประมูลซื้อ งานปั้นของศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่และยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนซัมเมอร์ที่แล้ว ผลงานชื่อ "Ballon Flower(Margenta/Gold)" ของ Koons ก็ถูกประมูลไปในราคา 25.7 ล้านดอลลาร์

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ที่งานศิลปะชื่อ Pulse New York มีการจัดแสดงภาพถ่าย ขนาดใหญ่ของ Imelda Marcos อดีตสุภาพ สตรีหมายเลขหนึ่งผู้อื้อฉาวของฟิลิปปินส์ โดยฝีมือของศิลปินชาวฟิลิปปินส์ Steve Tirona ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก ศิลปินใช้เทคนิคตกแต่งภาพทำให้เครื่องเพชรของ Imelda ดูเหมือนส่องประกายระยิบระยับเกินกว่าปกติ ภาพถ่ายของเธอกับ Saddam Hussein อดีตผู้นำอิรักในช่วงที่ยังเรืองอำนาจ ทำให้คิดว่างานศิลป์ร่วมสมัยดีๆ สักชิ้นนั้น ความจริงแล้วก็มีคุณค่าไม่ต่างกับงานคลาสสิกเช่นกัน นั่นคือ เตือนใจให้เราได้ฉุกคิดพินิจถึงคุณค่าของคน ค่านิยม และสิ่งที่เราตัดสินว่าเป็นความสวยงา

ปิดตำนานคุณหมอนักวาดภาพประกอบ “แฟรงค์ เอช เนตเตอร์” (Frank H. Netter) เจ้าของฉายา “ไมเคิล แองเจลโล” แห่งวงการแพทย์

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

Frank1

อาจฟังดูงงๆ หากใครสักคนจะแนะนำตัวว่ามีอาชีพเป็นทั้งแพทย์และนักวาดภาพประกอบในเวลาเดียวกัน และคงจะยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกหากแพทย์ท่านนั้นเล่าให้ฟังว่าภาพประกอบที่เขาวาดนั่นแหละเคยช่วยชีวิตคนมานับแสนนับล้านชีวิตแล้ว!

Frank H. Netter (1906 – 1991) คือนายแพทย์และนักวาดภาพประกอบที่(แพทย์)ทั่วโลกรู้จักกันดีจาก Netter’s Atlas of Human Anatomy เขาคนนี้คือตำนานบทเล็กๆ ของวงการแพทย์ ผู้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “อุปสรรคสามารถแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสได้เสมอ” และที่สำคัญไปกว่านั้นโอกาสที่เขาสร้างขึ้นให้ตัวเองยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างน่าเคารพด้วย

แฟรงค์เกิดเมื่อปีค.ศ.1906 ที่แมนฮัตตัน นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่สนใจในศิลปะมาตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้รับทุนให้ศึกษาต่อที่ National Academy of Design และยังได้เรียนกับอาจารย์พิเศษจาก Art Student Leagues of New York โดยหลังจบการศึกษาแฟรงค์ประสบความสำเร็จในอาชีพอย่างรวดเร็ว เขาได้ร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ดังอย่าง Saturday Evening Post และ New York Times แต่ถึงกระนั้นเนื่องจากครอบครัวไม่ยอมรับในอาชีพของเขา แฟรงค์จึงต้องเบนเข็มเพื่อเลือกทางเดินชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยเขาตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ที่ New York University และฝึกงานด้านศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาล Bellevue

Frank2

ขณะที่เป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่นั้น หมอแฟรงค์มีรายได้เสริมจากการวาดภาพประกอบให้กับบริษัทยาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งต่อมาดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเล่นตลกและนำพาให้เขากลับมาเดินอยู่บนเส้นทางของ “นักวาดภาพ” อีกครั้ง หมอแฟรงค์ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทยาแห่งหนึ่งให้ทำงานวาดภาพประกอบ ซึ่งเขาได้เสนอราคาค่าจ้างไปเป็นเงิน 1,500 เหรียญต่อภาพ 1 ชุด (5 รูป) แต่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของบริษัทดังกล่าวเกิดเข้าใจผิดและจ่ายค่าจ้างให้เขารูปละ 1,500 เหรียญแบบไม่คิดมาก (ทำให้หมอแฟรงค์ได้รับค่าจ้างครั้งนั้นเป็นเงินทั้งสิ้น 7,500 เหรียญ) รายได้ก้อนงามดังกล่าวทำให้เขาตัดสินใจเลิกประกอบวิชาชีพแพทย์* ทันที และหันมาเป็นนักวาดภาพประกอบทางการแพทย์อย่างเต็มตัว

ในปีค.ศ.1936 หมอแฟรงค์ได้วาดภาพ “หัวใจพับได้” เพื่อเป็นสื่อโฆษณาให้กับบริษัท CIBA ปรากฏว่าภาพชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่แพทย์ (โดยเฉพาะภาพที่ไม่มีตราสินค้าพิมพ์อยู่ด้วย) หลังจากนั้นภาพอวัยวะพับได้อื่นๆ ก็ได้คลอดตามออกมาอีกมากมาย จนกระทั่งมีการรวมเล่มกลายเป็น The CIBA Collection of Medical Illustrations ซึ่งมีทั้งหมด 13 เล่ม (ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการรวมเล่มตีพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้ง) ในปีค.ศ.1989

Frank3

ก่อนหมอแฟรงค์เสียชีวิตเพียงสองปี ผลงานของเขาก็ได้ถูกตีพิมพ์อีกครั้งในชื่อ Netter’s Atlas of Human Anatomy ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากวงการแพทย์มาจนกระทั่งทุกวันนี้ (ในช่วงชีวิตของหมอแฟรงค์ เขาได้วาดภาพประกอบที่ใช้ในวงการแพทย์รวมกว่า 4,000 ภาพ และได้รับการตีพิมพ์ใหม่นับครั้งไม่ถ้วน)

การผสมผสานทักษะที่ไม่น่าเชื่อว่าจะรวมอยู่ด้วยกันได้ในคนคนเดียว ดังเช่นในกรณีของคุณหมอนักวาด “แฟรงค์ เอช เนตเตอร์” นับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับ “การเลือกเส้นทางอาชีพ” ได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้หลายๆ คนเริ่มเล็งเห็นว่าคุณค่าที่แตกต่างของศาสตร์แต่ละสาขานั้น หากถูกนำมาหลอมรวมกันได้อย่างเหมาะเจาะแล้ว ก็จะสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติได้มหาศาล

*ในยุคที่แฟรงค์เป็นแพทย์ฝึกหัด เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลก (The Great Depression ราวปีค.ศ.1929-1940) ทำให้คนจำนวนมากตกงานและไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา แพทย์ในยุคนั้นจึงไม่ได้เป็นวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้มากนัก

เกร็ดความคิด : อาชีพนักวาดภาพประกอบทางการแพทย์ (ที่บางคนอาจรู้จักในชื่อ Medical Artist หรือ Medical Illustrator) น่าจะเป็นวิชาชีพที่ให้แง่คิดแก่บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองไทยได้เป็นอย่างดี อาชีพนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกฝนและพัฒนาทักษะของคนให้มีความ “รอบด้าน” นั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ตัวบุคคลเองแล้ว ยังอาจสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและคนอื่นๆ ได้ด้วย เหมือนอย่างในกรณีของนายแพทย์แฟรงค์ เอช เนตเตอร์ เป็นต้น

เครดิตข้อมูล:
http://en.wikipedia.org/wiki/Frank_H._Netter
http://www.netteranatomy.com/
http://www.elsevier.com/wps/find/bookdescription.cws_home/708004/description
http://www.netterimages.com/artist/netter.htm

เครดิตภาพ:
http://medicalsbooks.blogspot.com/2008_07_01_archive.html
http://www.netterimages.com/artist/netter.htm
http://img1.uploadhouse.com/fileuploads/469/469732a510bc054f7c67d38a272225e344f8ee.jpg

ลงทุนในศิลปะ

Money Proวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko)ถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยราคาถึง 72.84 ล้านดอลลาร์

การลงทุนในศิลปะเป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้มีความมั่งคั่งสูง การลงทุนในศิลปะแตกต่างจากการลงทุนในหลักทรัพย์และสินทรัพย์อื่น เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้ "ศิลป์" มากกว่า "ศาสตร์" เนื่องจากมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีประเด็นและแง่มุมที่ต้องพิจารณาแตกต่างไปจากการลงทุนอื่นๆ ดิฉันได้มีโอกาสไปฟังคำบรรยาย ของผู้เชี่ยวชาญ คือ คุณเควิน ชิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของซอธเธอะบี เอเชีย จึงขอนำมาเขียนเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุน

ศิลปะเกิดการสร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนมือกันมาตั้งแต่โบราณ โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนกันบ้าง มีผู้อุปถัมภ์ให้สร้างงานบ้าง เกิดจากความจงรักภักดีบ้าง ความศรัทธาบ้าง หรืออาจจะเกิดจากสุนทรียภาพของศิลปินเอง

ในยุคหลัง วิธีการซื้อขายงานศิลปะที่นิยมมากที่สุด คือวิธีประมูล หรือ Auction ท่านที่เคยเข้าไปในห้องประมูลจะทราบดีว่า บรรยากาศในการประมูลนั้น ชวนให้เกิดความอยากได้ ทำให้เกิดการแข่งขันในเพียงใด บรรยากาศนี้เองเป็นการสร้าง "ความต้องการ" ให้เกิดขึ้น ซึ่งทำให้งานศิลปะมีราคาสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ราคาหรือมูลค่าของศิลปะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการเพียงอย่างเดียว เพราะหากเราต้องการอยู่คนเดียว เราก็ไม่สามารถขายต่อโดยมีกำไรได้ ผู้ลงทุนจึงต้องทราบด้วยว่า ผู้ลงทุนหรือผู้สนใจในงานศิลปะรายอื่นๆ เห็นความงามและคุณค่าของงานศิลปะชิ้นนั้นๆ จากอะไร ในแง่มุมไหนบ้าง และสิ่งที่ทำให้การลงทุนในศิลปะเป็นเรื่องยากก็คือ ปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้น และมีส่วนทำให้งานศิลปะมีค่านั้น โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถวัดได้

ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าหรือราคาของศิลปะเท่าที่คุณเควิน บรรยาย มีอยู่ 7 ปัจจัย ปัจจัยแรกคือ ศิลปิน ศิลปินจะมีส่วนอย่างมากต่อราคาของศิลปะ แต่การกำหนดนี้ตัวศิลปินเองกำหนดได้แต่เฉพาะตอนขายครั้งแรกเท่านั้น การกำหนดที่มีความหมายสำหรับการลงทุน คือการกำหนดราคาของ "ตลาด" โดยผู้สะสมหรือผู้ลงทุนอื่นๆ ในตลาดจะกำหนดให้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะชิ้นนั้นๆ


Garcon a la Pipe ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso)

ตัวอย่างรูปวาดของศิลปินชั้นยอด เช่น ภาพเด็ก Garcon a la Pipe ของปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) มีมูลค่า 104 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,588 ล้านบาท


Landhaus am Attersee ของกุสต๊าฟ คลิมท์ (Gustav Klimt)

ภาพบ้านตากอากาศ Landhaus am Attersee ของกุสต๊าฟ คลิมท์ (Gustav Klimt) ถูกประมูลไปล่าสุดที่ราคา 29 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท หนึ่งในภาพวาด Nimpheas ของโมเน่ต์ (Claude Monet) ถูกประมูลไปล่าสุดที่ราคา 18.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,285 ล้านบาท เป็นต้น เรียกว่าถ้าลงทุนในงานของศิลปินที่ดัง ก็ต้องใช้เงินลงทุนสูง


ภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko)


เรื่องราวหรือที่มาของศิลปะชิ้นนั้นๆ (Provenance) ก็มีส่วนทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ มีราคาสูงขึ้น ยกตัวอย่างภาพเขียนสีน้ำมันของมาร์ค รอธโค (Mark Rothko) เป็นภาพสีที่ถูกป้ายเป็นแถบ 3 แถบ มีสีแซมด้านข้างเล็กน้อย ใช้สีทั้งหมด 4 สี ชื่อภาพ White Centre (Yellow, Pink and Lavender on Rose) ซึ่งผู้เห็นภาพที่ยังไม่ทราบประวัติ หรือเรื่องราวก็อาจจะคิดว่า "ลูกฉันก็วาดได้" ถูกประมูลไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยราคาถึง 72.84 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,513 ล้านบาท เนื่องจากเป็นภาพที่เคยแขวนอยู่ในออฟฟิศของร้อกกี้เฟลเลอร์ถึง 30 ปี คือไม่ว่าจะย้ายไปทำงานที่ห้องไหน ก็จะนำภาพนี้ไปติดผนังด้วย จึงเป็นภาพที่มี "เรื่องราว"

สภาพ หรือ Condition ของศิลปะ เป็นส่วนสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์จะได้ราคาดี ชิ้นงานที่ไม่สมบูรณ์จะมีราคาตกลงไป เช่น แจกันเคลือบสมัยราชวงศ์ชิง ที่นำออกมาประมูลเมื่อเดือนเมษายน 2550 ตราประทับใต้ฐานถูกขูดออกไปตอนที่ผู้นำออกมาจากวัง ลักลอบนำออกมา เพื่อกันไม่ให้ติดตามได้ ราคาที่ประมูลได้ไปคือ 10.9 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 47 ล้านบาท ในขณะที่หากเป็นชิ้นสมบูรณ์ จะได้ราคาสูงกว่าถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อราคาของศิลปะ งานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ หรือเป็นหลักฐานให้ทราบถึงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์มักจะมีราคาสูงเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ความหายาก หรือ (Rarity) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นๆ มีราคาสูง จริงๆ แล้ว ปัจจัยนี้ไม่ได้ใช้กับงานศิลปะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งอาหาร ศิลปะที่หายากจะถือว่าเป็นชิ้นเอก หรือ Masterpiece เช่น เป็นชิ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการสร้างในสมัยนั้นๆ หรือมีการสร้างจำนวนน้อย หรือมีลักษณะพิเศษมีความวิจิตรบรรจงกว่าชิ้นใดๆ

รสนิยม คือปัจจัยที่มีผลต่อราคาของศิลปะมาก เศรษฐีบางคนจะชอบบางอย่าง และหากอยากได้จะทุ่มเงินซื้อ ซึ่งอาจจะทำให้ราคาขึ้นไปสูงเกินความคาดหมายได้ ในปีที่แล้ว การซื้อขายงานศิลปะที่ขายผ่านการประมูลจากผู้จัดการประมูล 2 รายหลักของโลกคือ ซอธเธอะบี และคริสตี มียอดถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 276,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

และท้ายที่สุด ที่มีผลต่อราคาของศิลปะคือ การลงทุนในศิลปะเพื่อวัตถุประสงค์ในการกระจายพอร์ตการลงทุน New MEI Moses Annual All Art Index ซึ่งเป็นดัชนีราคาศิลปะ มีความเคลื่อนไหว ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนี S&P 500 เสมอไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าศิลปะไม่มีการซื้อขายกันบ่อยนัก แต่ดิฉันสังเกตเห็นว่า หากเศรษฐกิจดี ราคาหุ้นขึ้น ราคาศิลปะก็จะขึ้นด้วยค่ะ เพราะคนได้กำไรจากธุรกิจหรือจากหุ้นก็จะมีอารมณ์ดี อยากซื้องานศิลปะ และถ้าซื้อของตอนอารมณ์ดี ก็จะยอมจ่ายแพงได้ เวลาเศรษฐกิจไม่ดี ราคาหุ้นตก ราคาศิลปะก็จะตกด้วย ถือว่ามีความสัมพันธ์สูงมากทีเดียว

คุณเควิน ปิดท้ายด้วยการให้คำแนะนำว่า หากจะลงทุนก็ขอให้เลือกชิ้นที่ชอบ เพราะหากลงทุนผิด ซื้อมาราคาสูงเกินไป ทำให้ขายไม่ออก อย่างน้อยก็ยังได้เอาไว้ดูเล่นชื่นชมกับความงามค่ะ

เป็นที่น่าเสียดายที่ศิลปะของไทยมักไม่ค่อยมีบทบาทในโลกสากล สาเหตุน่าจะมาจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้งานศิลปะดีๆ เสียหายไปมาก นอกจากนี้ เรายังไม่ค่อยเผยแพร่ให้ชาวโลกได้เข้าใจในศิลปะของไทย ความเข้าใจและ "เรื่องราว" จะช่วยให้มีค่ามากยิ่งขึ้น ไม่ควรคิดแต่เพียงว่าของดีย่อมมีคุณค่าในตัวเอง สมัยนี้มีดีต้องป่าวร้องให้คนอื่นรับรู้ เมื่อเข้าใจก็จะเห็นคุณค่า และมูลค่าหรือราคาก็จะตามมาค่ะ