KM RSU Art and Design คณะศิลปะและการออกแบบ

KM RSU Art and Design
ศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน 
คณะศิลปะและการออกแบบ  มหาวิทยาลัยรังสิต
ถอดประสบการณ์ความรู้ และคุณสมบัติผู้ที่จะมาถอดความรู้
คุณสมบัติของผู้ที่จะมาถอดความรู้
http://isdc.rsu.ac.th/km/files/skill.pdf
ฟอร์มสำหรับถอดความรู้
http://isdc.rsu.ac.th/km/files/km_form.docx
ตัวอย่างแบบถอดประสบการณ์ความรู้ทั้ง 6 ด้าน
http://isdc.rsu.ac.th/km/knowledgebase/detail/32
Knowledge Base
คู่มือการสร้างความรู้ด้วยการแบ่งปันและถอดความรู้-ประสบการณ์การเรียนรู้ http://isdc.rsu.ac.th/km/files/km_manual.pdf
ตัวอย่างการเขียนแบบถอดประสบการณ์การเรียนรู้ทั้ง 5 ด้าน
ด้านเทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
http://itwiz.rsu.ac.th/…/wp-cont…/uploads/2013/02/group1.pdf
ด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์
http://itwiz.rsu.ac.th/…/wp-cont…/uploads/2013/02/group2.pdf
ด้านการยึดมั่นคุณธรรม
http://itwiz.rsu.ac.th/…/wp-cont…/uploads/2013/02/group3.pdf
ด้านการบริหารจัดการที่เป็นเลิศการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เน้นหลักประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
http://itwiz.rsu.ac.th/…/wp-cont…/uploads/2013/02/group4.pdf
ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
http://itwiz.rsu.ac.th/…/wp-cont…/uploads/2013/02/group5.pdf

International Conference on Knowledge Management

ICKM 2016, Oct. 34, Vienna
ARTS, CRAFT, AND SCIENCES
CALL FOR CONTRIBUTIONS
The wellestablished ICKM conference series is the number one meeting point for the growing community of researchers and practitioners in the area of Knowledge Management (KM). Production and service industry is exposed increasingly to challenges that occur dynamically, driven by external forces and internal innovation, however, significantly affecting valuecreating processes. In order to remain agile, organizations need continuously reflect and renew of work practice and stakeholder relationships. Knowledge needs to be generated and structured for dynamic adaptation according to various stakeholder needs and their capability of collectively designing systems.
ICKM 2016 provides the forum to continue the dialogue between knowledge management academia and practice for handling these challenges through innovate concepts and techniques. This conference attracts leading edge work that leverages understanding demands and learning to create antifragile organizational settings featuring the dynamic development of organizations. The aim is to stimulate research and development in various phases and functional areas of knowledge management.
The event will promote interdisciplinary approaches from work and cognitive science, computer science and information systems, as well as business, management and organization science. Emphasis will be put on systematic reflections of learning steps related to knowledge creation, representation, and sharing, recognizing recent developments, such as
  •   Digital Business Transformation
  •   Dynamic Capability Development
  •   Agility and Certification
  •   Knowledge Visualization
  •   Social KM
  •   Deutero Learning
  •   KM Governance
  •   KM Architecture Management
  •   Crossorganizational KM
  •   Processoriented Knowledge Management
  •   KM in Industry 4.0
  •   KM in Large and International Organizations
  •   ValueBased KM
  •   KM Skill Deployment and Competencies Development
  •   KM and Innovation
  •   KM, Information Management and IT
page1image19472

A variety of submissions is invited:
  •   Research Papers as the way to present quality stateoftheart research in all related KM areas; for researchers with interest in KM and related areas this is a primary citation source. Submissions should not exceed 20 pages.
  •   Experience Reports for developers or users of KM systems having interesting evidence to share about a practical KM approach, product, solution, or application. Submissions should not exceed 15 pages.
  •   Capacity Building Workshops for trainers, teachers, or facilitators having done work of survey or wanting to share indepth educational knowledge with a broad audience. The education track is an excellent opportunity to share tutorial and methodological findings. The anticipated audience will consist of additional interested people from industry. Submissions should not exceed 5 pages plus demonstrational material. Each contribution should include empirical application evidence.
  •   Best Practice Demo or Forum: This track is for practical work that can be presented through handsonexperience or presentations to receive focused feedback. It is an opportunity to show KM cases, discuss and receive feedback from all participants. Submissions should not exceed one page plus technical installation requirements (if any).
  •   Gong Show Contributions: The Gong Show will consist of very short presentations about visionary and outrageous ideas towards the next generation of KM. The audience will vote for the best idea. If you have farreaching idea about either technology or novel use this is your opportunity to share, get feedback, and even win an award. The submission required is a 5page extended abstract indicating the originality of the approach.
  •   Young Researcher Networking Event Contributions: Master or PhD students in one of the above mentioned areas, either in early stage or late stage, are encouraged to share ideas with peers and receive feedback in a relaxed atmosphere with senior people from research and development communities. Supervisors of master or PhD students are kindly asked to encourage their respective student participation. The submission required is just a one page abstract reflecting the theme and status of the work.
page2image18128
We also plan keynotes to specific KM topics plus an interactive experience with artists and their work in Arts and KM. 

แผนแม่บทด้านการสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ประจำปีการศึกษา 2555-2559

ผู้รับผิดชอบ : ฝ่ายวิชาการและฝ่ายแผนพัฒนาและแผนการเงิน
            โดยสถาบันวิจัย ศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน และสำนักงานวางแผน

หลักการและเหตุผล :
แผนแม่บทด้านการสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมมหาวิทยาลัยรังสิต ประจำปีการศึกษา 2555-2559 เป็นการกำหนดแนวทางหรือนโยบายที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตประจำปีการศึกษา ซึ่งมีเป้าประสงค์ที่จะมุ่งสร้างเสริม องค์ความรู้พื้นฐาน การวิจัยเพื่อพัฒนา การวิจัยประยุกต์ การวิจัยเพื่อการเรียนการสอน การวิจัยสถาบัน งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ให้กับบุคลากรมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านกระบวนการวิจัยที่ครอบคลุมศาสตร์ทุกสาขา เพื่อที่จะนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนาการสอน พัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพที่ได้รับการรับรองทั้งระดับชาติและ ระดับนานาชาติ และขยายผลสู่การสร้างสรรค์ผลงาน ผลผลิต ที่ได้คุณภาพ สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์  จนถึงระดับที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคอาเซียน  แผนแม่บทจะกำหนดกรอบแนวทางการสนับสนุน คณะ วิทยาลัย สถาบัน และหน่วยงาน ผ่านโครงการที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัย    เพื่อที่ คณะ/วิทยาลัย/สถาบัน ทราบถึงแนวทางในการปฏิบัติ และสามารถกำหนดแผนการปฏิบัติการประจำปีให้สอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย
แผนแม่บทการวิจัยมหาวิทยาลัยรังสิต ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง  สามารถดำเนินการตามแผน ปฏิบัติการของ คณะ วิทยาลัย สถาบัน การติดตามแผนงานและประเมินผล  เพื่อป้องกัน แก้ไขและปรับปรุงความเสี่ยงด้านการวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย  รวมถึงการรายงานผลด้านการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมงานวิจัยของมหาวิทยาลัย

วัตถุประสงค์ :
1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ และบุคลากรทำงานวิจัย และสร้างสรรค์ และต่อยอดองค์
   ความรู้สู่ระดับการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ ในประเภทวิจัยองค์ความรู้ วิจัยและพัฒนา
   วิจัยด้านการเรียนการสอนและวิจัยสถาบัน
2. สนับสนุน ส่งเสริม การประสานงานด้านการวิจัย การจัดการความรู้จากงานวิจัย จัดระบบบริหาร
   และติดตามประเมินผลการวิจัย
3. สร้างเครือข่าย หน่วยงาน และบุคลากร ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจวิจัยของมหาวิทยาลัย
   ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

ดาวน์โหลดเอกสารแผนแม่บทฉบับเต็ม  ดาวน์โหลด

ประเด็นความรู้เป้าหมาย 5 ด้าน

ประเด็นความรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายในการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยรังสิต ประจำปีการศึกษา 2555   มีทั้งสิ้น 5 ด้าน ดังนี้
  • ด้านเทคนิคการเรียนการสอน
  ประเด็นความรู้ที่ต้องการจัดการความรู้ คือ : เทคนิคการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
  • ด้านงานวิจัยและงานสร้างสรรค์
  ประเด็นความรู้ที่ต้องการจัดการความรู้ คือ : การเผยแพร่ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ 
  • ด้านเทคนิคการพัฒนาภาษาอังกฤษ
    ประเด็นความรู้ที่ต้องการจัดการความรู้ คือ : การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
  • ด้านธรรมาธิปไตย
    ประเด็นความรู้ที่ต้องการจัดการความรู้ คือ : การยึดมั่นคุณธรรม
  • ด้านการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ
ประเด็นความรู้ที่ต้องการจัดการความรู้ คือ : การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เน้นหลักประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล

การจัดการความรู้

 ความหมายของการจัดการความรู้

             การจัดการความรู้ หรือเคเอ็ม (KM = Knowledge Management) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด 
โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1) ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม


นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ระบุว่าการจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 1) บรรลุเป้าหมายของงาน 2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน 3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ 4) บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน


การจัดการความรู้เป็นการดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการต่อความรู้ ได้แก่ 1) การกำหนดความรู้หลักที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือกิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กร 2) การเสาะหาความรู้ที่ต้องการ 3) การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้บางส่วน ให้เหมาะต่อการใช้งานของตน 4) การประยุกต์ใช้ความรู้ในกิจการงานของตน 5) การนำประสบการณ์จากการทำงาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด “ขุมความรู้” ออกมาบันทึกไว้ 6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สำหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่ครบถ้วน ลุ่มลึกและเชื่อมโยงมากขึ้น เหมาะต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น 
โดยที่การดำเนินการ 6 ประการนี้บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นทั้งความรู้ที่ชัดแจ้ง อยู่ในรูปของตัวหนังสือหรือรหัสอย่างอื่นที่เข้าใจได้ทั่วไป (Explicit Knowledge) และความรู้ฝังลึกอยู่ในสมอง (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในคน ทั้งที่อยู่ในใจ (ความเชื่อ ค่านิยม) อยู่ในสมอง (เหตุผล) และอยู่ในมือ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (ทักษะในการปฏิบัติ) การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนหนึ่งทำร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทำโดยคนคนเดียว เนื่องจากเชื่อว่า “จัดการความรู้” จึงมีคนเข้าใจผิด เริ่มดำเนินการโดยรี่เข้าไปที่ความรู้ คือ เริ่มที่ความรู้ นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยมาก การจัดการความรู้ที่ถูกต้องจะต้องเริ่มที่งานหรือเป้าหมายของงาน 
เป้าหมายของงานที่สำคัญ คือ การบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธิ์ ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1) การสนองตอบ (Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า สนองตอบความต้องการของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น สนองตอบความต้องการของพนักงาน และสนองตอบความต้องการของสังคมส่วนรวม 2) การมีนวัตกรรม (Innovation) ทั้งที่เป็นนวัตกรรมในการทำงาน และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์หรือบริการ 3) ขีดความสามารถ (Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาขึ้น ซึ่งสะท้อนสภาพการเรียนรู้ขององค์กร และ 4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนที่ลงไป การทำงานที่ประสิทธิภาพสูง หมายถึง การทำงานที่ลงทุนลงแรงน้อย แต่ได้ผลมากหรือคุณภาพสูง 
เป้าหมายสุดท้ายของการจัดการความรู้ คือ การที่กลุ่มคนที่ดำเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สำหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยที่การสร้างนั้นเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดำเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้ แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทำงาน และที่สำคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย 
ตั้งเป้าหมายการจัดการความรู้เพื่อพัฒนา 3 ประเด็น 
งาน พัฒนางาน 
คน พัฒนาคน 
องค์กร เป็นองค์กรการเรียนรู้ 
ความเป็นชุมชนในที่ทำงาน การจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง นี่คือ หลุมพรางข้อที่ 1 ของการจัดการความรู้ เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจ การริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้เป็นก้าวแรก ถ้าก้าวถูกทิศทาง ถูกวิธี ก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่ถ้าก้าวผิด ก็จะเดินไปสู่ความล้มเหลว ตัวกำหนดที่สำคัญคือแรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ 
การจัดการความรู้ที่ดีเริ่มด้วย 
สัมมาทิฐิ : ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จและความมั่นคงในระยะยาว 
การจัดทีมริเริ่มดำเนินการ 
การฝึกอบรมโดยการปฏิบัติจริง และดำเนินการต่อเนื่อง 
การจัดการระบบการจัดการความรู้ 
แรงจูงใจในการริเริ่มดำเนินการจัดการความรู้ แรงจูงใจแท้ต่อการดำเนินการจัดการความรู้ คือ เป้าหมายที่งาน คน องค์กร และความเป็นชุมชนในที่ทำงานดังกล่าวแล้ว เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในระดับที่เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ แรงจูงใจเทียมจะนำไปสู่การดำเนินการจัดการความรู้แบบเทียม และไปสู่ความล้มเหลวของการจัดการความรู้ในที่สุด แรงจูงใจเทียมต่อการดำเนินการจัดการความรู้ในสังคมไทย มีมากมายหลายแบบ ที่พบบ่อยที่สุด คือ ทำเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำ ทำเพราะถูกบังคับตามข้อกำหนด ทำตามแฟชั่นแต่ไม่เข้าใจความหมาย และวิธีการดำเนินการ จัดการความรู้อย่างแท้จริง 
องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process) 
1.“คน” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ 
2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น 
3.“กระบวนการความรู้” เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ผู้ใช้ เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุง และนวัตกรรม 
องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้ จะต้องเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างสมดุล การจัดการความรู้ของกรมการปกครอง จากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราขการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ขอบเขต KM ที่ได้มีการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ คือ การจัดการองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ และได้กำหนดเป้าหมาย (Desired State) ของ KM ที่จะดำเนินการในปี 2549 คือ มุ่งเน้นให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในพื้นที่ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม คือ อำเภอ/กิ่งอำเภอ มีข้อมูลผลสำเร็จ การแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการในศูนย์ปฏิบัติการฯ ไม่น้อยกว่าศูนย์ละ 1 เรื่อง และเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล ได้จัดให้มีกิจกรรมกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) และกิจกรรมกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process) ควบคู่กันไป โดยมีความคาดหวังว่าแผนการจัดการความรู้นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสู่การปฏิบัติราชการในขอบเขต KM และเป้าหมาย KM ในเรื่องอื่น ๆ และนำไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป


กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) 
          เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน # 
1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) 
เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้อะไร ปัจจุบันมีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด และอยู่ที่ใคร 
2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) 
เป็นการสร้าง แสวงหา รวบรวมความรู้ทั้งภายใน/ภายนอก รักษาความรู้เดิม แยกความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้วออกไป 
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) 
เป็นการกำหนดโครงสร้างความรู้ แบ่งชนิด ประเภท เพื่อให้สืบค้น เรียกคืน และใช้งานได้ง่าย 
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) 
เป็นการปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรุงเนื้อหาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ 
5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) 
เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น 
6. การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) 
เป็นการแบ่งปัน สามารถทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีที่เป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อาจจัดทำเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีที่เป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) จัดทำเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพี่เลี้ยง การสับเปลี่ยนงาน การยืมตัว เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น 
7. การเรียนรู้ (Learning) 
เป็นการนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และทำให้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนำความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้ 


เครื่องมือในการจัดการความรู้


เว็บไซต์ learners.in.th จัดเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ ที่เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสำหรับนักศึกษาได้ดีกว่า group ของ facebook.comเพราะ มีเนื้อหา และมีเพื่อน ที่มาจากภายนอกกลุ่มอย่างชัดเจน .. การเปิดให้นักศึกษาได้พบกับเพื่อนนอกกลุ่ม และมีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนต่างสถาบัน เป็นเสน่ห์ที่ไม่พบใน facebook.com เพราะปกติแล้ว facebook.com จะเน้นการสื่อสารระหว่างเพื่อน หรือเพื่อนของเพื่อนเป็นสำคัญ และไม่มีประเด็นทางวิชาการที่ชัดเจน 
เอกสารประกอบการสอนใช้ learners.in.th




หัวใจของการจัดการความรู้
             มีผู้รู้ได้กล่าวถึง KM หลายแง่หลายมุมที่อาจรวบรวมมาชี้ธงคำตอบว่า หัวใจของ KM อยู่ที่ไหนได้ โดยอาจกล่าวเป็นลำดับขั้นหัวใจของ KM เหมือนกับลำดับขั้นของความต้องการ ( Hierarchy of needs ) ของ Mcgregor ได้ โดยเริ่มจากข้อสมมุติฐานแรกที่เป็นสากลที่ยอมรับทั่วไปว่าความรู้คือพลัง (DOPA KM Team) 
1. Knowledge is Power : ความรู้คือพลัง 
2. Successful knowledge transfer involves neither computers nor documents but rather in interactions between people. (Thomas H Davenport) : ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคนด้วยกัน 
3. The great end of knowledge is not knowledge but action : จุดหมายปลายทางสำคัญของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ 
4. Now the definition of a manager is somebody who makes knowledge productive : นิยามใหม่ของผู้จัดการ คือผู้ซึ่งทำให้ความรู้ผลิตดอกออกผล 
จะเห็นว่าจากข้อความที่กล่าวถึง ความรู้ดังกล่าวพอทำให้มองเห็นหัวใจของ KM เป็นลำดับชั้นมาเริ่มแต่ข้อความแรกที่ว่า ความรู้คือพลังหรือความรู้คืออำนาจ ซึ่งเป็นข้อความเป็นที่ยอมรับที่เป็นสากล ทั้งภาคธุรกิจ เอกชน และภาคราชการ จากการยอมรับดังกล่าวมาสู่การเน้นที่ปฏิสัมพันธ์ของคนว่ามีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้กว่าเครื่องมือหรือเอกสารใดและมักกล่าวถึงว่า แม้ความรู้จะถูกจัดระบบและง่ายต่อการเข้าถึงของบุคคล ต่าง ๆ ดีเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความรู้ เกิดความรู้ขึ้นแล้ว หากไม่นำไปใช้ประโยชน์ ก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ ความรู้และที่ชัดเจนก็คือ ประโยคสุดท้ายที่เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดมรรคผลมีคุณค่าประโยชน์เป็นรูปธรรมว่านั่นเป็นนิยามใหม่ของผู้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเลยทีเดียว ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของ KM อยู่ที่การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

อ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวไว้น่าคิด หลังจากการไปร่วมสัมมนา “นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข” โดยได้ฟังการบรรยายของ ศ. นพ. ประเวศ วะสี ตีความ “การเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข” ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องการจัดการความรู้อย่างลึกซึ้งมาก จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ท่านบอกว่า การพัฒนาชุมชนต้องมี 4 องค์ประกอบ
1. ชุมชน หมายถึงการอยู่ร่วมกัน ความเป็นชุมชนมีเป้าหมายที่การอยู่ร่วมกัน
2. เป็นสุข หมายถึงความเป็นทั้งหมด ความเป็นปรกติ สมดุล บูรณาการของปัจจัยต่าง ๆ อย่างน้อย 8 ด้าน ได้แก่ ชีวิต สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ศาสนธรรม ครอบครัว และชุมชน
3. การเรียนรู้ หมายถึงการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนนั้น ๆ ผ่านการปฏิบัติ
4. การสร้างเสริม หมายถึงการเข้าไปเอื้ออำนวย ส่งเสริม เสริมพลัง (empower) ไม่ใช่เข้าไปสอนหรือถ่ายทอดความรู้
ทั้ง 4 องค์ประกอบ คือหัวใจของการจัดการความรู้ในทุกบริบท ไม่ใช่แค่การจัดการความรู้ของชาวบ้านหรือของชุมชน ในเรื่องการจัดการความรู้นี้ การเรียนรู้สำคัญกว่าตัวความรู้ เพราะถ้าไม่ระวัง ตัวความรู้จะเป็นความรู้ที่หยุดนิ่งตายตัว การเรียนรู้จะมีลักษณะ “ดิ้นได้” คือมีชีวิต เป็นพลวัต การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ร่วมกัน เป็น collective learning และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ (interaction learning through action)
อ.บดินทร์ วิจารณ์ เป็นบุคคลหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในด้าน การจัดการความรู้ (Knowledge Management - KM) และองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)ได้กล่าวไว้เมื่อคราวสัมมนาวิชาการ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2548 ณ ห้องประชุม 2 อาคาร HS05 คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ว่า การจัดการความรู้ (KM) สิ่งสำคัญมันอยู่ที่การลงมือปฏิบัติให้ได้ ใช้ภาษาเดียวกัน สื่อความหมายกันให้ได้ การเรียนรู้ของบุคคลหัวใจสำคัญอยู่ที่เราจะได้เรียนรู้จากการสอนคนอื่น (Learning from Teaching) และ สิ่งที่สำคัญของการจัดการความรู้ ก็คือ เรื่องของคน การพัฒนาคน คนพัฒนาตนเอง การวางแผนทำงาน การจัดลำดับความสำคัญ ของงาน ขององค์กร
การจัดการความรู้กับองค์กรแห่งการเรียนรู้
                 การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการค้นพบว่าองค์กรต้องสูญเสียความรู้ไปพร้อมๆ กับการที่บุคลากรลาออกหรือเกษียณ อายุราชการ อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจากแนวคิดที่มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้มากแต่เพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไป และมีคำถามต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรได้เรียนรู้ด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการความรู้จึงสัมพันธ์กับเรื่อง องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นอย่างยิ่ง หากองค์กรจะพัฒนาตนเองให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ก็จำเป็นจะต้องบริหารจัดการความรู้ภายในองค์กรให้เป็นระบบเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรเรียนรู้ได้จริงและต่อเนื่อง หากองค์กรใดมีการจัดการความรู้โดยไม่มีการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ก็นับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการความรู้ มีความซับซ้อนมากกว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรม เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อภายหลังจากที่บุคลากรมีความรู้ความชำนาญแล้ว องค์กรจะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านั้นยินดีถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น และในขั้นตอนสุดท้าย องค์กรจะต้องหาเทคนิคการจัดเก็บความรู้เฉพาะไว้กับองค์กรอย่างมีระบบเพื่อที่จะนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงแข่งขันกันหาวิธีบริหารจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้อยู่ในโลกของการแข่งขันได้สำหรับประเทศไทยนั้นคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหารที่จะหายุทธวิธีในการดึงความรู้ออกมาจากตัวบุคคล และการกระตุ้นให้บุคลากรถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายทอดความรู้บางประเภทนั้น การฝึกอบรมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด อุปสรรคที่มักพบอยู่เสมอของการบริหารจัดการความรู้คือพฤติกรรม "การหวงความรู้" และวัฒนธรรม "การไม่ยอมรับในตัวบุคคล" หากองค์กรสามารถกำจัดจุดอ่อนทั้งสองอย่างนี้ได้การบริหารจัดการความรู้ก็มิใช่เรื่องยากจนเกินไป สืบเนื่องจากการปฏิรูประบบราชการครั้งสำคัญที่ผ่านมาเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ได้มีการวางกรอบแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 เป็นเรื่องของการกำหนดขอบเขต แบบแผน วิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะมาตรา 11 ได้กำหนดเป็นหลักการว่าส่วนราชการต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งสร้างความมีส่วนร่วมในหมู่ราชการให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน